5 วิธีรักษาหลุมสิวจากธรรมชาติ มั่นใจ ปลอดภัย หน้าไม่พังชัวร์

หลังจากรักษาสิวให้หายไปแล้ว หลายคนอาจจะต้องมานั่งกังวลกับปัญหาหลุมสิว ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของสาวๆ เลยก็ว่าได้ เพราะปัญหาหลุมสิวคือปัญหาที่หลายคนเชื่อว่ารักษาให้หายได้ยากมาก แถมยังต้องใช้เวลานานกว่าผิวจะกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม เอาเป็นว่าสาวๆ คนไหนกำลังกังวลกับปัญหานี้ ตามมาดู 5 วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติที่เราได้นำมาแบ่งปันกันดีกว่าค่ะ รับรองว่าเห็นผลลัพธ์ที่ดีจนต้องยิ้มกว้างๆ เลยทีเดียว

1.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นบริสุทธิ์
ในน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นอุดมไปด้วยกรดลอริกที่มีส่วนช่วยในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยทำให้หลุมสิวมีความอ่อนนุ่มและค่อยๆ จางลงได้ สำหรับการรักษาหลุมสิวด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้น แนะนำให้ทาให้ทั่วใบหน้าก่อนเข้านอน ทิ้งไว้จนเช้าแล้วค่อยล้างออกตอนอาบน้ำ วิธีนี้ช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


2.วุ้นว่านหางจระเข้
ในส่วนของวุ้นว่านหางจระเข้นั้น ควรนำมาบดให้ละเอียดก่อนนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ จางลง เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาผิวโดยตรง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว กระตุ้นให้ผิวหนังเกิดการหดตัว และยังช่วยป้องกันการอักเสบของผิวได้เป็นอย่างดี

3.ใบบัวบก
นำใบบัวบกมาปั่นให้ละเอียด แล้วเอามาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด หมั่นทำเป็นประจำ หลุมสิวจะค่อยๆ จางลง เนื่องจากใบบัวบกมีสารไกลโคไซด์ที่ช่วยในการรักษาสิวและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี สำคัญกว่านั้นก็คือ ใบบัวบกช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวอีกด้วย


4.เนื้อมะละกอสุก
การพอกผิวด้วยเนื้อมะละกอสุกบดละเอียด ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ จางลงได้ เพราะมะละกอสุกมีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป และยังมีสรรพคุณช่วยในการสมานแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.หอมแดงและน้ำมะนาว
อีกหนึ่งวิธีธรรมชาติที่ช่วยรักษาหลุมสิวก็คือ การเอาหอมแดงมาฝานบางๆ แล้วทุบเบาๆ เพื่อให้น้ำจากหอมแดงออกมา จากนั้นบีบน้ำมะนาวลงบนหอมแดงที่ฝานและทุบแล้ว นำมาวางไว้บนผิวที่เป็นรอยหลุมสิว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด หมั่นทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รอยหลุมสิวจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่าการใช้วิธีธรรมชาติรักษาหลุมสิวนั้น อาจจะเห็นผลได้ช้าและอาจจะต้องอาศัยการใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ก็เป็นวิธีที่ให้ความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน ดังนั้นใครที่ต้องการใช้วิธีธรรมชาติในการรักษาหลุมสิว อย่าลืมนำวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปลองปรับใช้กันดู ได้ผลยังไงอย่าลืมนำมาแชร์เรื่องราวกับเรากันนะคะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/168643/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/168643/

10 สิ่งที่ผู้หญิงควรรู้ ก่อนใช้บริการแว็กซ์ขนน้องสาวอย่างมั่นใจ

สำหรับใครที่ตั้งใจหรืออยากลองไปกำจัดขนบริเวณจุดซ่อนเร้น เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำ ไม่ควรพลาดกับสิ่งที่เราได้นำมาฝากกันในวันนี้เด็ดขาดเลย เพราะเราจะมาแนะนำ 10 สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้ก่อนตัดสินใจไปแว็กซ์ขนน้องสาว เพื่อให้สาวๆ ทุกคนสามารถเตรียมตัวก่อนที่จะแว็กซ์โดยที่ไม่ต้องเคอะเขินมาฝาก สิ่งใดบ้างที่สาวๆ ต้องรู้ ไปดูกันนะคะ

1.เลือกใช้บริการร้านที่ไว้ใจ
ก่อนตัดสินใจไปแว็กซ์ สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกเลยก็คือ การเลือกร้านแว็กซ์ จำเป็นต้องเลือกร้านที่ตัวเองไว้ใจ และสามารถมั่นใจได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของผู้เชี่ยวชาญ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ความสะอาด ความปลอดภัย และราคาที่ต้องจ่าย

2.ไม่เป็นกังวลกับจุดซ่อนเร้นของตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องกังวลกับหน้าตาของน้องสาว เพราะผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่แว็กซ์ขนน้องสาว จะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากหน้าที่ที่เขาต้องทำคือ สร้างความมั่นใจให้กับสาวๆ นั่นเอง

3.ไม่สร้างความกลัวขึ้นมาเอง
ก่อนจะไปแว็กซ์ ไม่จำเป็นต้องสร้างความกลัวขึ้นมาเอง ไม่ต้องจินตนาการถึงความเจ็บจากการแว็กซ์ แต่ควรสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าจะสามารถอดทนกับความเจ็บปวดจากการกำจัดขนน้องสาวได้

4.ตกแต่งขนน้องสาวสักหน่อย
อย่างน้อยน้องสาวควรได้รับการตกแต่งสักหน่อยก่อนที่จะไปแว็กซ์อย่างเป็นงานเป็นการ แนะนำให้เล็มขนน้องสาวให้เข้าที่สักนิด และควรถ่ายเบาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงขั้นตอนการแว็กซ์


5.ห้ามโกนขนก่อนไปแว็กซ์
แม้จะแนะนำให้ตกแต่งขนน้องสาวก่อนไปแว็กซ์ ก็ไม่ได้ถึงขั้นให้โกนขน เพราะการแว็กซ์แบบถอนรากถอนโคนนั้น จำเป็นต้องเหลือเส้นขนยาวประมาณ 1/4 นิ้ว เพื่อง่ายต่อการดึงออก ที่สำคัญก่อนการแว็กซ์ ไม่ควรให้มีบาดแผลบริเวณน้องสาวเด็ดขาด

6.หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ช่วงมีประจำเดือน
ช่วงเวลาที่ไม่แนะนำให้แว็กซ์ขนน้องสาวก็คือ 5 วันก่อนถึงวันประจำเดือนจะมา ไปจนถึงหลังหมดประจำเดือน 4-5 วัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของผู้หญิงไวต่อความรู้สึก ทำให้เจ็บปวดได้มากกว่าปกติ

7.ไม่สวมกางเกงในที่รัดจนเกินไป
เมื่อได้รับการแว็กซ์ขนน้องสาวเรียบร้อยแล้ว ไม่แนะนำให้สวมกางเกงในที่รัดมาก แต่ควรเลือกใส่กางเกงในที่รู้สึกคล่องตัว เพื่อลดการเสียดสี และการระคายเคือง ที่สำคัญไม่ควรออกกำลังกายหรืออาบน้ำร้อนหลังแว็กซ์ ควรทิ้งห่างระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมงจะปลอดภัยต่อน้องสาว


8.สอบถามเกี่ยวกับการแว็กซ์เพื่อลดความตึงเครียด
ในช่วงที่กำลังแว็กซ์ ไม่ควรสร้างความตึงเครียดให้กับตัวเอง หมั่นชวนผู้เชี่ยวชาญคุย อาจจะสอบถามความรู้หรือวิธีการดูแลน้องสาว เพื่อฆ่าเวลาในช่วงที่กำลังแว็กซ์ก็ได้เช่นกัน

9.ห้ามถอนขนคุดด้วยตัวเอง
หลังจากแว็กซ์ขนน้องสาว หากมีขนคุด ห้ามถอนขนคุดด้วยตัวเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดแผลอักเสบได้ แนะนำให้กลับไปที่ร้าน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญดึงออก

10.ดูแลรักษาความสะอาดน้องสาวบ่อยๆ
3 วันหลังการแว็กซ์น้องสาว ควรสครับผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นเบาๆ เพื่อเป็นการกำจัดขนคุด ไม่ควรออกแรงขัดมากจนเกินไป และไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีส่วนผสมของสารเคมี เพราะอาจทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเกิดการระคายเคืองได้

เมื่อสาวๆ รู้ถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนไปแว็กซ์ขนน้องสาวที่ร้านกันไปเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ กล้าไปแว็กซ์โดยไร้ความเขินอายหรือความกังวลได้บ้าง ยังไงก็อย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาดน้องสาวบ่อยๆ กันนะคะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/168625/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/168625/

ส่องลุคฮอตๆ จากซีรีส์ที่แรงที่สุดตอนนี้ Emily in Paris

17 ต.ค. 2563 14:40 น.

บอกได้เลยว่าอินหนักมาก ณ จุดๆ นี้กับซีรีส์ที่ฮอตไฟลุก Emily in Paris ซีรีส์สุดปังที่สามารถดูได้รวดเดียวจบโดยที่รู้สึกว่ายังไม่อยากให้จบเลย แล้วที่สำคัญคือทุกลุคของ Emily นางเอกที่เล่นโดย ลิลี่ คอลลินน์ นั้นคือปังมาก ปังแบบไม่ไหวทุกลุคจริงๆ จนต้องขอแต่งตามแบบให้ไวเลยล่ะ

สำหรับลุคแต่งหน้าของสาวเอมิลี่ในซีรีส์นั้น มีความคัดเบ้าเบาๆ ด้วยอายแชโดว์เนื้อแมตต์ และทาลิปสติกสีสด สลับกับสีนู้ดบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงสาวปารีเซียงนั้นแทบจะไม่แต่งหน้าใดๆ เลย แต่เน้นที่ลิปสติกสีแดงสดเท่านั้น จึงทำให้ลุคของเอมิลี่นั้นเป็นเหมือนลูกครึ่งผสมความเป็นอเมริกัน กับปารีเซียงนิดๆ

Look#1 : Everyday Look

ลุค Workday แบบปกติตามสไตล์ของเอมิลี่ นางจะเเต่งตาด้วยอายแชโดว์โทนสีน้ำตาลเบาๆ เนื้อแมตต์เกือบทุกลุค และปัดแก้มโทนสีธรรมชาติ และลิปสติกโทนสีนู้ด แต่เป็นนู้ดแบบไม่ป่วย

MIRROR picks :

Look#2 : Shiny Day

สำหรับลุคสุดปังของนางอีกลุคที่เราเชื่อว่าทำให้คนดูสตั๊นท์กันไปได้แบบ 3 วิเลย เพราะนางไชน์มากบนลิปสติกสีชมพูกลีบกุหลาบ

MIRROR picks :

Look#3 : Glamour Night

ลุคสวยสง่าอีกลุคที่ว่ากันว่าได้อินสไปร์มาจากไอคอนิคอย่าง ออเดรย์ แฮปเบิร์น ซึ่งบอกเลยว่าฟาดสุด นางปัง และสวยสง่าจนเราว่าลุคนี้สามารถเป็นลุคตำนานได้เลยล่ะ ลุคนี้มีความพิถีพิถันในการแต่งตามากดูเหมือนไม่เยอะ แต่จริงๆ คือเยอะ โทนสียังคงเน้นความเป็นโทนสีน้ำตาลอยู่ แต่สีค่อนไปทางเฉดนำ้ตาลที่เข้มข้นขึ้น และคัดเบ้าที่เด่นชัด รวมไปถึงการเขียนไลเนอร์เส้นยาวเลยหางตาไปเล็กน้อย บวกกับลิปสติกสีแดงสด !!!

MIRROR picks :

Look#4 : Bad Hair Day

ลุคในวันทำงานที่ต้องออกกองโปรดักชั่นของเอมิลี่ แถมยังเป็นวัน Bad Hair Day ของเธอที่ต้องสระผมในบิเดย์ ถึงจะเป็นวันที่ไม่โอเค แต่โททอลลุคของเธอก็ยังคงความเป็นเธออยู่ดี

MIRROR picks : 

Look#5 : Cafe Day

ถ้าสังเกตให้ดีๆ ลุคส่วนใหญ่ขอเอมิลี่จะเทไปทางโทนสีน้ำตาลนู้ด สีชมพูตุ่นๆ หรือไม่ก็สดไปเลยแต่ในลุคนี้เธอมาในลุคสีนู้ดอมส้ม ที่ทำให้เธอดูพุ่งสุดอะไรสุดในชุดดำสุดสง่างาม

MIRROR picks :

ดูครบแล้วสาวๆ MIRROR คนไหนชอบลุคไหนก็รีบจัดตามเลยค่า ถ้าไม่อยากเอาต์ เพราะตอนนี้กระแสนางมาแรงมากจริงๆ ค่ะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/trend/1954945
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/trend/1954945

8 ทริค “ซ่อมเล็บซีด เล็บเปราะ” กู้เล็บพัง ปั้นเล็บสวยเหมือน Hand Model

สวัสดีค่าา สาวๆ SistaCafe คนอยากเล็บสวยทั้งหลาย หน้าสวยก็เรื่องหนึ่ง แต่เราเชื่อว่าสาวๆ อีกหลายคนที่ไม่ได้อยากสวยแค่หน้า แต่อยากสวยหัวจรดเท้า รวมถึง “มือและเล็บ” ที่สุขภาพดี แม้จะเปลือยเล็บสดถ่ายรูปมือเฉยๆ ก็ยังสวยโดยไม่ต้องทาเล็บ ซึ่งบางคนก็มีเล็บแบบนั้นตั้งแต่เกิด แต่ก็ยังมีสาวๆ อีกมากมายที่อายเล็บตัวเองที่ซีด เปราะ หรือเล็บเหลืองเพราะทาเล็บบ่อยเกินไปจนไม่กล้าถ่ายรูปเห็นเล็บด้วยซ้ำ ( บางคนแก้ปัญหาเล็บเหลืองด้วยการทาเล็บทับ ยิ่งเหลืองก็ยิ่งทา วนลูปไม่จบไม่สิ้น แล้วเมื่อไหร่เล็บจะหายเหลืองล่ะจ๊ะเธอ -___-”)

ใครที่เล็บสภาพไม่โอเคมากๆ แล้ว แต่ก็ไม่อยากเสียเงินให้ร้านทำเล็บ เธอเข้ามาถูกบทความแล้ว! เพราะเราจะมาบอกต่อ 8 ทริคซ่อมเล็บพัง กู้กลับเป็นเล็บสวยสุดเฮลตี้ด้วยตัวเอง ที่ทำง่าย ใช้ได้จริงชัวร์ *แต่อาจต้องใช้เวลา มีวินัย และใช้อุปกรณ์เยอะนิ้ดดด นึงเด้อ* ถ้าพร้อมจะมีเล็บสวยไปกับเราแล้ว ก็ 1 2 3 Go!

1. ‘บำรุงเล็บ’ ให้แข็งแรงตั้งแต่พื้นฐาน
 

มือและเล็บจะสวยได้ ก็ต้องบำรุงกันตั้งแต่แรกเริ่ม! นั่นคือเติม “ความชุ่มชื้น” ให้เล็บอย่างสม่ำเสมอ เรามักทาแฮนด์ครีมกันเป็นปกติ แต่มักละเลยส่วนที่เป็นเล็บไป บางคนเว้นทาช่วงเล็บหรือทาแค่ผ่านๆ ทำให้เล็บไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ จึงอาจเกิดอาการแห้ง เปราะบางได้ง่าย ( ที่จริงเล็บเปราะมักมาจากหลายสาเหตุรวมกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลักๆ คือเล็บไม่ชุ่มชื้นมากพอค่ะ ) 

สาวๆ ยังต้องทาแฮนด์ครีมเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือทา “ผลิตภัณฑ์บำรุงเล็บ” เช่น เซรั่ม ครีม หรือออยล์ที่เน้นฟื้นฟูเล็บโดยเฉพาะควบคู่ไปด้วย หรืออย่างง่ายที่สุด ก็ใช้ออยล์อะไรก็ได้ที่มีในบ้าน น้ำมันมะกอกก็ได้ น้ำมันมะพร้าวก็ดี นวดเน้นบริเวณเล็บเป็นประจำ เท่านี้เล็บก็จะแข็งแรง อิ่มฟูขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลองทำดูสักสัปดาห์ก็เห็นความแตกต่างแล้วค่ะ

2. “หนังกำพร้าข้างเล็บ” อย่าขูดเยอะ ปล่อยไว้บ้างก็ได้
 


 สาวๆ หลายคนอาจติดนิสัย ต้องทำให้เล็บเรียบเนียนสวยงามตลอดเวลา ว่างๆ ก็ใช้ตะไบขูดเล็บ กรรไกรตัดหนังมาขูดๆ ถูๆ หนังกำพร้าข้างเล็บ ( หรือที่เรียกกันว่า จมูกเล็บ ) อยู่ตลอด เพื่อกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกไป ผู้เชี่ยวชาญได้บอกว่า ที่จริง ‘ หนังกำพร้า ‘ ไม่ใช่ผู้ร้าย หน้าที่ของมันตามธรรมชาติคือช่วยป้องกันเล็บไม่ให้ติดเชื้อ หากไปขูดมันออกมากๆ จะส่งผลร้ายกับเล็บมากกว่าด้วยซ้ำ 

หมอผิวหนังเตือนว่า หากหนังข้างเล็บถูกเสียดสีจนแห้งมากๆ หรือมีแผล ถ้าไม่รีบบำรุงรักษา นานเข้าอาจส่งผลให้เล็บติดเชื้อและมีผลกับการเติบโตของเล็บได้ด้วย! ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าจมูกเล็บแห้งลอกหรือฉีกง่าย ควรบำรุงด้วยครีมหรือออยล์สำหรับเล็บ จะช่วยทำให้เล็บแข็งแรง เฮลตี้ได้ดีกว่าในระยะยาวค่ะ

3. เลี่ยงการให้เล็บ “สัมผัสกับน้ำ” โดยตรง
 

 
ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ให้เธอเลิกล้างมือ หรือใส่ถุงมือล้างนะคะ อันนั้นก็อาจจะเยอะไปหน่อย! แต่พยายามลดเวลาที่ ‘ เล็บจะปะทะน้ำโดยตรง ‘ ให้น้อยลง โดยที่ยังล้างมือได้สะอาดปกติ เอาง่ายๆ คือไม่อ้อยอิ่งกับการล้างมือนานเกินจำเป็นค่ะ เพราะหากเล็บโดนน้ำมากเกินไป จะทำให้โครงสร้างเล็บอ่อนแอลงได้ อารมณ์คล้ายๆ ผมที่เปียกหมาดๆ ก็จะอ่อนแอกว่าผมแห้งเช่นกันค่ะ 

แนะนำให้สาวๆ ใส่ถุงมือ เวลาทำงานใช้มือที่ต้องสัมผัสกับน้ำนานๆ เช่น ล้างจาน ล้างรถ เป็นต้น ลองสังเกตง่ายๆ เวลาอาบน้ำสระผมหรือว่ายน้ำนานเป็นชั่วโมง เล็บจะมีลักษณะนิ่มๆ ยุ่ยๆ เพราะเล็บก็เหมือนฟองน้ำ แต่ที่พิเศษคือ สามารถดูดซึมน้ำเข้าไปได้มากกว่าผิวหนังปกติถึง 1000 เท่า และน้ำสามารถกระจายเข้าไปในเล็บชั้นในได้ง่ายกว่า! ผลลัพธ์คือเมื่อน้ำเข้าเล็บเยอะเกินไป จะทำให้เซลล์เล็บเกิดความเสียหาย เปราะ ลอกร่อนได้ค่ะ

4. เลิกแคะ แงะหาขี้เล็บ ยิ่งทำ ยิ่งเล็บพัง!
 

 
อยากเล็บสวยเหมือนนางแบบมือ ก็ต้องอ่อนโยน เบาๆ กับเล็บหน่อย ไม่ใช่ว่างๆ ก็แซะ แงะหาขี้เล็บอยู่ตลอดเวลา เข้าใจว่าอยากให้เล็บสวยคลีน ถ้ามีขึ้เล็บดำๆ ก็จะดูเสียบุคลิก แต่สาวๆ บางคนก็เล่นใช้ไม้เล็กๆ อย่างไม้แคะหูแงะเข้าไปใต้เล็บ ซึ่งมันทำให้เล็บเสียหายได้ คนที่แงะแรงอาจเกิดปรากฏการณ์หน้าเล็บเผยอ เลือดซึมออกมา สุดท้ายเล็บติดเชื้อแบคทีเรียไปเก๋ๆ ดังนั้น #อย่าหาทำ!!

อีกอย่างคือ นิสัยที่ชอบไว้เล็บยาวๆ แล้วใช้เล็บแทนปิ๊กดีดกีตาร์เอย ไว้แงะขอบฝาแยม ฝาน้ำอัดลมเอย เลิกได้ขอให้เลิก แม้จะใช้สะดวกแค่ไหนก็ตาม เพราะอาจเกิดเหตุการณ์เล็บเผยอเหมือนข้างบน! สำหรับสาวๆ ที่ชอบทำเล็บอะคริลิกหรือเล็บเจล อย่าแงะเล็บออกเอง ควรไปหาร้านให้เอาออกอย่างถูกต้อง เพราะเวลาลอกเล็บเจลออก เธออาจลอกหน้าเล็บออกมาด้วย ซึ่งทำให้เล็บอ่อนแอลงอย่างมาก และอาจเกิดเล็บเหลืองได้ด้วย ดังนั้นหาร้านดีๆ ไปเอาออกดีกว่า และอย่าทาเล็บตลอดเวลา มีช่วงพักเล็บบ้าง เล็บจะได้มีเวลาหายใจนะคะ

5. ดูแล ‘เล็บมือ-เล็บเท้า’ ให้เหมือนบำรุง ‘เส้นผม’
 

 เล็บกับผมมีลักษณะบางอย่างคล้ายกัน เพราะประกอบจากโปรตีนที่ชื่อว่า “เคราติน” เหมือนกัน ดังนั้นการบำรุงก็ควรอยู่ในระดับเดียวกัน ถ้าบำรุงเส้นผมหนัก ก็ต้องบำรุงเล็บให้เข้มข้นด้วยเช่นกัน! ทั้งเส้นผมและเล็บสามารถแห้ง ขาดความชุ่มชื้นได้ถ้าใช้สารเคมีเยอะเกินไป ถ้าเธอทาเล็บบ่อย ทำเล็บเจล เล็บอะคริลิกมากเกินไป เล็บก็จะแห้งไม่ต่างกับใช้ไดร์เป่าผมจนผมแห้งกรอบนั่นล่ะค่ะ

ถ้าความชุ่มชื้นช่วยซ่อมผมชี้ฟูเป็นผมนิ่มสลวยได้ มันก็ช่วยรักษาเล็บแห้ง บางเปราะได้เช่นกัน แม้ผลิตภัณฑ์สำหรับเล็บจะมีในท้องตลาดไม่เยอะเท่ากับผม แต่ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด แค่ใช้ออยล์และครีมบำรุงเล็บ และไม่ใช้สารเคมีกับเล็บเยอะเกินไปก็พอค่ะ เท่านี้เล็บก็สวยและงอกขึ้นมาอย่างสวยงามแล้ว อย่าให้เล็บแห้งกรอบก็พอ เพราะยิ่งเล็บชุ่มชื้น เล็บยิ่งงอกไว ในทางกลับกัน ถ้าเล็บแห้ง เล็บจะงอกช้าหรืองอกมาแบบบิดๆ เบี้ยวๆ ค่ะ

6. ปรับวิธีบำรุงเล็บไปตาม ‘สภาพอากาศ’
 

 เล็บที่สวยสุขภาพดี เจ้าของเล็บต้องปรับเปลี่ยนการบำรุงไปตาม “สภาพอากาศ” อยู่เสมอค่ะ เช่น หน้าหนาวที่มักทำให้ผิวแห้ง เล็บก็แห้ง เปราะง่ายกว่าเดิมเช่นกัน จึงต้องดูแลเล็บให้มากกว่าช่วงหน้าร้อน! ในบางฤดูกาลที่เกิดอากาศแปรปรวน อุณหภูมิช่วงเช้ากับช่วงค่ำต่างกันมากๆ หรือที่เรียกว่าอุณหภูมิสวิง อาจเกิดผลเสียกับเส้นผมและเล็บได้ 

แค่สาวๆ ทำงานออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็นจัดๆ เหมือนอยู่ขั้วโลกเหนือ แต่พอเลิกงานต้องมายืนโหนรถเมล์ในอากาศร้อนจัดของประเทศไทย เซลล์เส้นผมกับเล็บก็เกิดความเสียหายได้มากมายแล้ว! ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ควรใส่ถุงมือบางๆ ไว้เสมอเพื่อป้องกันเล็บเสีย และกักเก็บความชุ่มชื้นในมือและเล็บไว้ค่ะ

7. เลือกใช้ ‘ผลิตภัณฑ์ดูแลเล็บ’ ที่มีคุณภาพ!
 

 
จะมีเล็บสวยเหมือน hand model การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเล็บก็สำคัญ เรามีหลักมาแนะนำผลิตภัณฑ์เล็บหลักๆ ดังนี้ค่ะ

ตะไบเล็บ : แทนที่จะใช้ตะไบเนื้อทราย ขูดแล้วสากๆ ที่ทำร้ายและเสียดสีจมูกเล็บ ลองเปลี่ยนไปใช้ตะไบที่ทำจากแก้วหรือคริสตัลแทน มีขายในร้านเกี่ยวกับการทำเล็บทั่วไปเลย หรือสั่งออนไลน์ก็ได้ค่ะ 

น้ำยาล้างเล็บ : จริงๆ ถ้าอยากเล็บสุขภาพดี ไม่ควรทาเล็บเลย ซึ่งก็จะไม่ได้ใช้น้ำยาล้างเล็บไปโดยปริยาย แต่ถ้ายังสนุกกับทาเล็บสีสวยๆ อยู่ อย่างน้อยก็ควรเลือกน้ำยาสูตรที่ไม่ใส่อะซีโตน เพราะถ้าใช้สูตรอะซีโตนบ่อยๆ จะทำให้เล็บเปราะบาง ขาดความเงางาม และยังส่งผลต่อสมองและระบบประสาทเมื่อสูดดมบ่อยอีกด้วย ให้เลือกสูตรที่ผสมออยล์เพิ่มความชุ่มชื้นให้เล็บแทนค่ะ

แปรงขัดเล็บ : แทนที่จะใช้ไม้แหลมๆ อย่างไม้แคะหูแงะซอกเล็บ แนะนำให้ใช้แปรงขัดเล็บหรือ nail brush ปัดสิ่งสกปรกออกอย่างอ่อนโยนดีกว่า แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินเยอะ ก็ใช้แปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วค่อยๆ แปรงออกก็ได้ค่ะ

ผลิตภัณฑ์ช่วยเร่งเล็บงอก : ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ เพราะไม่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่าเห็นผลจริง! ไปเน้นกินอาหารดีๆ บำรุงเล็บด้วยออยล์ทุกวัน ยังจะช่วยได้ดีกว่าค่ะ

8. อดทน ข่มใจไม่กัดเล็บ รอให้เล็บงอกอย่างช้าๆ
 

 สาวคนไหนติดนิสัยชอบกัดเล็บ แทะเล็บตัวเองหนักๆ เวลาเครียด ขอให้พักไว้ก่อนถ้าอยากมีเล็บสวยนะคะซิส! ทำใจอดทน เล็บก็เหมือนผมแหละค่ะ ส่วนที่แหว่งไปแล้วเราทำอะไรไม่ได้นอกจากตัดทิ้ง แล้วรอให้เล็บใหม่ค่อยๆ งอกขึ้นมาอย่างช้าๆ ช่วงแรกอาจจะทรมานหน่อย คนมันเคยกัดอะเนอะ แต่เชื่อเถอะว่าการอดทนครั้งนี้คุ้มค่าแน่นอน

วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลาเยอะที่สุดแล้ว รอขั้นต่ำ 1 เดือน หากเป็นคนเล็บขึ้นช้าหน่อยก็อาจจะหลายเดือน แนะนำให้ใส่ถุงมือเผื่อลืมตัวยกเล็บขึ้นมากัด หรือจะหาลูกอม หมากฝรั่งมาเคี้ยวให้ปากไม่ว่างก็ดี แต่สำคัญที่สุดคือใจล้วนๆ ค่ะ ย้ำอีกครั้งว่าอดทนไว้เพื่อเล็บที่เพอร์เฟกต์ ฮึบๆ! 

ก็ประมาณนี้เลย กับ 8 ทริคซ่อมเล็บพัง เป็นเล็บปังสุดว้าวสไตล์ Hand Model ที่สาวๆ คนไหนก็ทำได้! แม้อาจต้องใช้เวลานาน ( เร็วสุดก็คงเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพเล็บเดิมด้วย ) แต่เล็บตามธรรมชาติของเธอจะดูดี ดูสวยขึ้น ไม่ต้องทาเล็บทับปิดอีกต่อไป จะเป็นคนสวยทั้งที จะสวยแต่หน้าก็กระไรอยู่ ก็ต้องบำรุงทั้งเส้นผม มือและเล็บไปด้วยกัน จะได้เป๊ะทั้งตัว ไม่ต้องกังวลเวลาถ่ายรูปหรือมีคนเห็นตัวจริง #เห็นแค่เล็บก็สวยแล้ว อิอิ >//< งั้นวันนี้เราขอตัวแล้วนะคะ เจอกันใหม่คราวหน้าน้า บ๊ายบายค่า 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/168549/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/168549/

“ลดน้ำหนัก” ไม่ลง! ลองตรวจเช็กพันธุกรรมดู

16 ต.ค. 2563 10:14 น.

หลายคนเคยสังเกตมั้ยคะ ทำไมเรา “ลดน้ำหนัก” แล้วน้ำหนักไม่ยอมลงเสียที หรือบางครั้งเราก็ไม่กินเยอะ แต่ทำไมเรากลับเป็น “โรคอ้วน” ท่ามกลางความสงสัย MIRROR จึงพยายามหาคำตอบมาฝาก ซึ่งเราได้คำตอบจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญว่า ปัญหาลดน้ำหนักไม่ลงหรือปัญหาความอ้วนเป็นปัญหาที่มีสาเหตุร่วมจากหลายปัจจัย และบ่อยครั้งเกิดจาก “พันธุกรรม” โดยมียีนและโครโมโซมเป็นตัวกำหนด จึงไม่ต้องสงสัยถ้าหากสาวๆ ไม่ได้ใช้ชีวิตจนมีปัจจัยเสี่ยง แต่ยังคงเป็น “โรคอ้วน” วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก…ไปดูกันจ้ะ

“ลดน้ำหนัก” ไม่ลง ลองตรวจเช็ก “พันธุกรรม”

“พันธุกรรม” ตัวแปร “ลดน้ำหนัก” ไม่ลง

พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล จากจิณณ์เวลเนสคลินิก เริ่มเล่าว่า วิวัฒนาการทางการแพทย์สาขาพันธุศาสตร์การแพทย์และจีโนมิกส์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นองค์ความรู้ที่สามารถอธิบายการก่อโรคต่างๆ ที่เป็นผลจาก “ยีน” และ “โครโมโซม” ในร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ที่ไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้เสียที โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยพบว่า…ปัจจัยที่ควบคุมสุขภาพและความอ้วนที่ลดน้ำหนักไม่ลง มีผลมาจาก “พันธุกรรม” รวมถึงประวัติครอบครัว พฤติกรรมการกิน การดำรงชีวิต รวมถึงการรับสารกระตุ้นจากภายนอก เช่น ยาหรือฮอร์โมนต่างๆ

ทั้งนี้หากเรามองที่ปัญหาความอ้วนที่ “ลดน้ำหนัก” ไม่ลง ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ถือเป็นปัญหาที่มีสาเหตุร่วมมาจากหลายปัจจัย และยังก่อให้เกิดโรคเรื้อรังได้ในหลายอวัยวะ เช่น หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไต หรือตับ ดังนั้นการประเมิน “พันธุกรรม” การกินอาหาร การออกกำลังกาย การเผาผลาญพลังงาน เช่น ถ้าบุคคลนั้นมีประวัติครอบครัว พ่อแม่พี่น้องมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีโรคที่เป็นความผิดปกติของการใช้พลังงานของร่างกายในครอบครัวหลายคน เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกาต์ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบแตกตัน หรือมีคนในครอบครัวเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ คนกลุ่มนี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น ควบคุมน้ำหนัก การกินอาหารที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย การออกกำลังกายที่เพียงพอ รวมถึงการปรับพื้นฐานสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งพร้อมต่อสู้กับความเครียดในสังคมปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามปัญหาความอ้วนที่ “ลดน้ำหนัก” ไม่ลง และความผิดปกติด้านการเผาผลาญสารอาหารบางชนิด เป็นผลมาจากระดับ “ยีน” เป็นตัวหลักที่เด่นเหนือสิ่งแวดล้อม เช่น ยีนควบคุมความอิ่มเสียไป หรือยีนที่ควบคุมการสร้างไขมันในร่างกายผิดปกติ คนกลุ่มนี้จะต้องจริงจังในการปรับ “พฤติกรรม” เพื่อต่อสู้กับ “พันธุกรรม” รวมถึงอาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์

ทางออกลดน้ำหนักไม่ลง แนะปรับ “พฤติกรรม” เปลี่ยนพันธุกรรม

ด้าน รศ.ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์และเวชพันธุศาสตร์ ระบุว่าหลายคนถอดใจเรื่องความอ้วน เนื่องจากเห็นคนในตระกูลอ้วนมาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ หรือหลายคนเครียดว่าพยายาม “ลดน้ำหนัก” เท่าไรก็ไม่ลงเสียที การพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดเกี่ยวกับ “พันธุกรรม” จะช่วยให้การดูแลสุขภาพของสาวๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การประเมินทางด้านพันธุกรรม โภชนาการ กายภาพบำบัด และฟื้นฟูสภาพจิตใจ การเลือกอาหารให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล จึงไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีข้อมูลที่สำคัญทางการแพทย์อย่างครบถ้วน การสืบประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวตั้งแต่รุ่นคุณปู่ย่าพ่อแม่ ก็สามารถเป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงได้ส่วนหนึ่ง แต่หลายครั้งที่พบคนไข้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ทั้งที่คนในครอบครัวไม่มีประวัติการเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตและอาหารบางชนิด มีผลต่อการทำงานของ “ยีน” ที่มีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม จึงอาจส่งผลต่อความรุนแรงของโรค ที่แฝงมากับยีนทาง “พันธุกรรม” ได้

ทั้งนี้เมื่อตรวจสุขภาพยีนของเราแล้วพบว่า…มีความเสี่ยง จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเร่งด่วน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีพันธุกรรมผิดปกติต่อโรคอ้วนหรือการ “ลดน้ำหนัก” ไม่ลง อย่างการเผาผลาญไขมันหรือน้ำตาลผิดปกติ ก็ต้องหาทางเลือกการรักษา และปรับการรับประทานให้ทานอาหารที่มีโภชนาการที่ถูกต้อง ฝึกออกกำลังกายให้เพียงพอเหมาะสม จะลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและความทุพพลภาพลงได้

ฟังแบบนี้เราจะเห็นได้ว่า…”พันธุกรรม” อย่าง “ยีน” หรือ “โครโมโซม” มีผลต่อโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้จริงๆ แต่ไม่ว่าโรคนั้นจะร้ายแรงหรือรักษาไม่หายแค่ไหน พฤติกรรมการกินอยู่ รูปแบบการใช้ชีวิต ทุกอย่างล้วนมีผลกับโรคภัยทั้งสิ้น MIRROR พยายามจะนำเสนอเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สุขภาพ” โดยหวังว่าเราจะอยู่เคียงข้างผู้หญิงฉลาดเลือก ฉลาดใช้ชีวิต ในการการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี การได้ออกกำลังกาย และกินตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง ก็ยังคงเป็นคำตอบสำคัญในการดูแลตัวเองเบื้องต้น เพราะสุดท้ายแล้ว “การป้องกัน” ก็ยังดีและสำคัญกว่า “การรักษา” เสมอ ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับ “สุขภาพ” ที่น่าสนใจได้ ที่นี่ .

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936223
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936223