How to ลงรองพื้นให้ดูเป็น “ธรรมชาติ”

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1880896
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1880896

10 “บิวตี้ไอเทม” เด็ดๆ ภายใต้ Budget 500 บาท

1 ก.ค. 2563 14:00 น.

ในยุคที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องฉลาดเลือกและฉลาดใช้ อะไรที่ประหยัดได้เราก็ควรจะประหยัด แต่จะงดไปเสียเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะกับเรื่องสวยๆ งามๆ วันนี้ MIRROR เลยจะมาชี้เป้า “บิวตี้ไอเทม” เด็ดๆ ภายใต้ Budget 500 บาท เพื่อพิสูจน์ว่าของถูกและดีมีอยู่จริง! 

BANANA BOAT Simply Protect Aqua Long Wearing Moisture UV Protection Sunscreen Lotion SPF50+ PA++++, 50ml ราคา 390 บาท

ครีมกันแดดสูตร Long Wearing แต่บางเบา ไม่เหนียวและหนักหน้า เนื้อครีมสีขาว ไม่เหลวหรือหนืดจนเกินไป เกลี่ยง่าย ซึมไว แถมยังให้ความชุ่มชื้นเพราะมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid เนื้อครีมของเค้าเป็นสีขาวก็จริง แต่ทาแล้วสีผิวไม่เปลี่ยน ไม่ทำให้หน้าลอย ทาซ้ำระหว่างวันได้โดยไม่เป็นคราบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่เหมือนครีมกันแดดทั่วๆ ไปที่มีกลิ่นฉุนของสารเคมี 

SIMPLE Kind to Skin Soothing Facial Toner, 200ml ราคา 190 บาท

ปรับสมดุลพร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าด้วยส่วนผสมเริดๆ อย่างโปรวิตามินบี 5, คาโมมายล์ และวิชเฮเซล พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ แบบธรรมชาติ ใช้แล้วรู้สึกได้ว่าผิวหน้าปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง หรือฝุ่นละอองจากมลภาวะ ใช้ได้แม้กับผิวแพ้ง่าย เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สี และสารเคมีที่ระคายผิว

CLINDA-M ผลิตภัณฑ์สำหรับแต้มสิวแบบลิควิด, 15ml ราคา 69 บาท

เนื้อเหลวใสเหมือนน้ำ มีกลิ่นฉุนคล้ายแอลกอฮอล์ ทาแล้วเย็นๆ เห็นราคาเบาๆ แบบนี้ แต่เค้าใช้ได้ผลจริงๆ นะ แต้มบริเวณที่เป็นสิววันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นหลังจากล้างหน้าเสร็จแล้ว แค่ 2-3 วัน สิวอักเสบก็จะค่อยๆ ยุบไปเอง

LOVE BEAUTY AND PLANET Petal Soft Body Wash, 400ml ราคา 219 บาท

ครีมอาบน้ำเนื้อใสสีเหลืองอำพันสูตรธรรมชาติ ฟองน้อย MIRROR แนะนำให้ใช้กับใยขัดผิว จะช่วยให้สิ้นเปลืองน้อยลงและใช้ได้นานขึ้น ชอบที่ล้างออกไม่ยาก ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกที่ผสานกันอย่างลงตัวกับกลิ่นจางๆ ของดอก Mimosa ให้ความหอมละมุนกำลังดี ไม่ชวนเวียนหัว

ROJUKISS Perfect Poreless Eye For Face Cream, 10ml ราคา 300 บาท

อายครีมที่นอกจากจะทาบริเวณรอบดวงตาได้แล้ว ยังสามารถใช้ทาทั่วใบหน้าได้ด้วย เนื้อครีมสีขาวบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวค่อนข้างเร็ว ไม่เหนอะหนะ เค้ามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทาแล้วรู้สึกสบาย ใช้แล้วรู้สึกว่าผิวหน้าดูหมองคล้ำน้อยลง และรูขุมขนก็ดูเล็กลงด้วย  

MAMONDE Petal Spa Oil to Foam Cleanser, 50ml ราคา 500 บาท

ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเนื้อออยล์ใสค่อนข้างหนืด แต่จะเปลี่ยนเป็นโฟมนุ่มๆ เมื่อสัมผัสกับน้ำ โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่ช่วยให้ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ล้างเสร็จแล้วใบหน้าสะอาดหมดจด แต่รู้สึกว่าผิวหน้าแอบแห้งตึงนิดนึง

ST. IVES Renewing Soft Cream Avocado & Coconut, 45g ราคา 439 บาท

ชื่อเค้าก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นครีมนุ่มๆ ให้สัมผัสที่ค่อนข้างหนา เป็นครีมบำรุงผิวที่เติมความชุ่มชื้นแบบขีดสุด ใช้ก่อนนอน ตื่นมาใบหน้าจะนุ่มมากๆ รู้สึกได้ว่าผิวฟู รูขุมขนดูเล็กลง แต่โดยส่วนตัวสำหรับ MIRROR คิดว่ากลิ่นแอบฉุนไปนิดนึง นอกนั้นเลิฟทุกสิ่งอย่าง

ST. IVES Renewing Facial Cleanser Avocado & Coconut, 105g ราคา 199 บาท

เนื้อครีมเข้มข้นที่ต้องถูไปมาบนฝ่ามือเพื่อให้เปลี่ยนเป็นโฟมนุ่มๆ ก่อนนำมานวดลงบนใบหน้าที่เปียก ชอบมากเพราะผิวหน้าสะอาดแต่ผิวไม่แห้งตึง รู้สึกได้ถึงความนุ่มของใบหน้าหลังจากล้างเสร็จ สำหรับกลิ่น เป็นกลิ่นเดียวกับซอฟต์ครีม ที่ MIRROR คิดว่าอาจจะแรงไปหน่อย

DOVE Nourishing Oil Care Anti-Frizz Serum, 40ml ราคา 179 บาท

เนื้อเซรั่มสีเหลืองทอง กลิ่นหอมคล้ายๆ แป้งเด็ก ให้ความรู้สึกสะอาด ใช้แล้วผมนุ่มลื่น เงางามดูมีน้ำหนัก ลดการชี้ฟูได้ดี ใครที่ดัดผมแล้วรู้สึกว่าลอนไม่ค่อยจับตัว ลองหยดคุณคนนี้บนฝ่ามือและถูไปมา ก่อนนำไปขยำๆ บนลอนผม รับรองว่าคุณจะได้ลอนผมที่เด้งสวยเลยล่ะ แต่แนะนำให้ใช้เพียง 2-3 หยดก็พอ เพราะแค่นั้นก็เข้มข้นแบบเอาอยู่แล้ว

ETUDE HOUSE My Lash Serum, 9g ราคา 200 บาท

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะเห็นผลรึเปล่า แต่หลังจากใช้มาประมาณ 4 สัปดาห์ รู้สึกได้เลยว่าขนตาและขนคิ้วงอกใหม่เยอะขึ้น ทำให้ดูหนากว่าเดิม (MIRROR แอบเอามาลองทาขนคิ้วด้วย) เนื้อเซรั่มที่ดูคล้ายเจลสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นของสารเคมีนิดๆ ที่ถ้าไม่ตั้งใจดม ก็แทบไม่ได้กลิ่นเลย เค้ามาเป็นหลอดพร้อมแปรงใช้ง่าย แนะนำให้ทาก่อนนอนทุกคืนจ้า

TRESEMME Keratin Glazing Serum Conditioner, 300ml ราคา 229 บาท

เนื้อครีมกึ่งเจลสีขาว บางเบา ใช้แล้วผมไม่ลีบแบน มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำหอมผู้หญิงที่ให้อารมณ์ของความหวานพร้อมกับความสดชื่นไปพร้อมๆ กัน หลังจากลองใช้แล้ว เส้นผมของ MIRROR ที่โดนน้ำยาฟอกสีผมจนแห้งเสีย กลับมาเงางามมีชีวิตชีวาอีกครั้งได้อย่างไม่น่าเชื่อ.   

by วัชรพงษ์ กาญจนกฤต (ฮ้อ)

หนุ่มหน้าตี๋ ดีกรีช่างแต่งหน้าทำผมจากออสเตรเลีย พร้อมตำแหน่งช่างภาพสายแฟชั่นอีกหนึ่งความสามารถ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1879896
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1879896

“เอลเดอร์เบอร์รี่” ผลไม้มหัศจรรย์สำหรับผู้หญิง

1 ก.ค. 2563 10:01 น.

“เอลเดอร์เบอร์รี่” เบอร์รี่มหัศจรรย์ที่ช่วยดูแลสุขภาพของคุณผู้หญิง และถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ “ผู้หญิง” ควรรับประทานเพื่อป้องกันไวรัสในช่วงหน้าฝน ด้วยสารอาหารหลากหลายและเต็มไปด้วยประโยชน์ทางโภชนาการ ทำให้ MIRROR ต้องนำข้อมูลและเรื่องราวจากเซเลฟูซเกี่ยวกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดนี้มาเล่าสู่กันฟัง มาค่ะ Lady MIRROR ที่อาจยังไม่รู้จัก “เอลเดอร์เบอร์รี่” ดีพอ เรามารู้จักผลไม้สำหรับผู้หญิงชนิดนี้ไปพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากความสวยความงามที่จะได้จากผลไม้จิ๋วนี้แล้ว ปัญหาด้าน “สุขภาพ” ก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ไปรู้จักพร้อมๆ กันเลยจ้า “เอลเดอร์เบอร์รี่” ผลไม้มหัศจรรย์!!

“เอลเดอร์เบอร์รี่” เบอร์รี่มหัศจรรย์ ผลไม้สำหรับผู้หญิง

“เอลเดอร์เบอร์รี่” คือ?

“เอลเดอร์เบอร์รี่” หรือ “Elder-Berry” คือ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ขนาดเล็ก มีสีม่วงเข้ม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sambucus Nigra เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในยุโรป และแอฟริกาทางตอนเหนือ ซึ่งในหลายประเทศในแถบยุโรป มักนำเอลเดอร์เบอร์รี่มาทำเป็นน้ำเชื่อม เพื่อใช้รับประทานเป็นอาหารเช้า รวมทั้งนำผลมาทำเป็นเครื่องดื่ม ไวน์ แยม รวมถึงน้ำผลไม้

ลักษณะของ “เอลเดอร์เบอร์รี่”

“เอลเดอร์เบอร์รี่” ถูกจัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่มีอายุยืน โดยลักษณะต้นจะมีทรงพุ่มขนาดกลาง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีก้านใบยาว และมีใบย่อยออกตรงข้ามกัน ลักษณะของใบคือทรงรีขอบใบหยักและมีก้านใบสั้น ตรงนี้อาจไม่มีประโยชน์ ส่วนที่มีประโยชน์คือส่วน “ดอก” จะออกเป็นช่อเป็นพวง มีดอกย่อยเล็กๆ มีลักษณะฝอยสีขาว ตรงนี้แหละสามารถนำมาทำเป็น “ชา” ที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้หญิง ส่วน “ผล” ที่เป็นพวง มีลักษณะทรงกลมเล็กๆ ผลดิบสีเขียว ผลสุกจะมีสีม่วงเข้ม สีดำ มีเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน นี่แหละ…ที่มีสรรพคุณด้านความสวยความงาม

สารพัดเมนูของ “เอลเดอร์เบอร์รี่”

ด้วยความที่ “เอลเดอร์เบอร์รี่” มีสรรพคุณทางยา และมากมายด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ผลไม้สำหรับผู้หญิงชนิดนี้ ถูกนำมาปรุงในหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่การนำผลสดมารับประทานเป็นผลไม้ทั่วไป และนำไปใช้ทำอาหารได้หลากหลายเมนู รวมถึงยังนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วย

สารอาหารของ “เอลเดอร์เบอร์รี่”

พืชมหัศจรรย์แห่งตระกูลเบอร์รี่ อย่าง “เอลเดอร์เบอร์รี่” เม็ดเล็กๆ ที่เราเห็นนั้น มีสารอาหารหลากหลายที่มากด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ กรดอะมิโนรูติน เคอเซติน วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี นอกจากนี้ในผลเอลเดอร์เบอร์รี่ยังมีสารในกลุ่ม “ฟลาโวนอยด์” ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย ทั้งนี้ในวงการแพทย์ ยังสกัดสารต่างๆ ที่อยู่ในผลเบอร์รี่ชนิดนี้มาใช้เป็นยาต้าน หรือยับยั้งเชื้อไวรัสต่างๆ ด้วย

รวมประโยชน์สำหรับผู้หญิงของ “เอลเดอร์เบอร์รี่”

“เอลเดอร์เบอร์รี่” ช่วยลดน้ำหนัก

เนื่องจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นี้ ถูกจัดว่าเป็นผลไม้ที่เผาผลาญไขมันที่ดี เพราะส่วนใหญ่จะมีกากใยสูง แต่มีแคลอรี่ต่ำ โดยการที่รับประทานผลไม้ อย่าง “เอลเดอร์เบอร์รี่” ที่มีไฟเบอร์สูง เพราะในผลเอลเดอร์เบอร์รี่ 100 กรัม จะให้ใยอาหาร (Fiber) ถึง 7 กรัม เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว จะทำให้เราจะรู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น แถมยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดียิ่งขึ้น และช่วยลดคอลเลสเตอรอล จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมาก สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก

ผิวพรรณสดใสด้วย “เอลเดอร์เบอร์รี่”

ในผล “เอลเดอร์เบอร์รี่” จะมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanins) ปริมาณสูง โดยสารนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีเลิศ (Anti-oxidant) ดังนั้นการรับประทานผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำ จึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวพรรณ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกไป ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและสดใสกว่าเดิม

“เอลเดอร์เบอร์รี่” ยับยั้งไวรัส ลดการอักเสบ

สารในกลุ่ม “ฟลาโวนอยด์” สารธรรมชาติที่มีมากถึง 10 เท่า ใน “เอลเดอร์เบอร์รี่” จะมีฤทธิ์เป็นยาต้านหรือยับยั้งเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อไวรัสเริม ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสในร่างกาย ลดการอักเสบ และยับยั้งการหลั่งของสารก่อการอักเสบในร่างกายได้ ยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ฝนตกเป็นประจำ ผลไม้ชนิดนี้ที่จะช่วยป้องกันไวรัส และเพิ่มความคุ้มกันสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย

นอกจากนี้ ผลไม้สำหรับผู้หญิงอย่าง “เอลเดอร์เบอร์รี่” ยังช่วยในการบำรุงสายตา ปรับสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่ทำให้ผลไม้มหัศจรรย์นี้ กลายเป็นผลไม้มาแรงและเป็นที่รู้จักกันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้คนยุโรปส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า “เอลเดอร์เบอร์รี่” คือยาอายุวัฒนะของพวกเขาเลยทีเดียว เอาล่ะ…สาวได้รู้จัก “เอลเดอร์เบอร์รี่” ผลไม้สำหรับผู้หญิงไปแล้ว อย่าลืมไปหามาติดตู้เย็นไว้รับประทานกันนะคะ เพื่อ “สุขภาพ” ที่ดีกว่า 

อ่านบทความเพิ่มเติม เกี่ยวกับ “สุขภาพ” ได้ ที่นี่ .

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1876469
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1876469

สาวๆ รู้ไหมฉีด “ฟิลเลอร์” แบบไหนปลอดภัยที่สุด

30 มิ.ย. 2563 10:14 น.

“ฟิลเลอร์” หรือ Filler หนึ่งในทางเลือกด้านความสวยความงาม ที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ปฏิเสธไม่ได้จริง เพราะใครๆ ก็อยากสวย ประกอบกับในยุคปัจจุบันที่บริการความสวยความงามสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ข้อมูลมีมากขึ้น ความสนใจและการตัดสินใจก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่า เมื่อเข้าไปใช้บริการแล้ว จะได้ความสวยความงามกลับมาด้วย ทั้งนี้ในความเป็นจริงอาจไม่ใช่เช่นนั้นเลยค่ะสาวๆ เพราะยังคงมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ตามหน้าข่าว ถึงแม้จะน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ที่เข้าไปรับบริการแล้วอาจต้องพบความสูญเสียตามมา ไม่ว่าจะเนื้อตาย ฟิลเลอร์ไหล รวมไปถึงขั้นตาบอดก็มี ซึ่ง MIRROR เองก็เชื่อว่า…ยังมี Lady MIRROR อีกหลายคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ที่จะฉีด “ฟิลเลอร์” ลองมาฟังทางนี้ก่อนมั้ยคะ กับข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ “ฟิลเลอร์” หลังจากที่เรามีโอกาสได้พูดคุยกับตัวจริงแห่งวงการฟิลเลอร์ งานนี้มีแต่เรื่องราวที่เป็นวิทยาทาน ซึ่งสาวๆ คนไหนที่ไม่คิดจะทำ ก็สามารถส่งต่อความรู้ให้กับคนอื่นได้ด้วย เราไปฟังบทสัมภาษณ์จาก นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์จากเอไอซีคลินิก ซึ่งถือเป็นอาจารย์แพทย์ด้านฟิลเลอร์ ที่ทุกวันนี้ยังคงทำหน้าที่สอนลูกศิษย์แพทย์ในต่างประเทศด้วย เราไปเริ่มฟังกันเลยค่ะ

รู้ลึก “ฟิลเลอร์” เลือกฉีดแบบไม่อันตราย

รู้จัก “ฟิลเลอร์” คือ? 

“ฟิลเลอร์” หรือ “Filler” คือ สารเติมเต็ม Hyaluronic Acid หรือ HA ซึ่งเป็นสารประกอบของคอลลาเจนที่มีอยู่แล้วในผิวหนังของคนเรา หรือนำ้หล่อเลี้ยงผิว ที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อถูกทำลายร่างกายก็จะสร้างขึ้นมาใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น HA ใต้ผิวหนัง จะเริ่มเกิดการเสื่อมสภาพฝ่อตัวลง ผิวหนังจึงขาดความยืดหยุ่น ทำให้ผิวที่เคยเต่งตึง กลับเริ่มแห้งหยาบกร้าน เหี่ยวลงและไม่เปล่งปลั่ง รูขุมขนก็กว้างขึ้น ผิวหน้าเกิดเป็นริ้วรอยเส้นเล็กๆ หรือริ้วรอยร่องลึกตามมา ตามบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ร่องแก้ม และมุมปาก

ทำไมคนไทยชอบฉีด “ฟิลเลอร์”

ถ้าพูดถึงบริการด้านความสวยความงามเกี่ยวกับ “ฟิลเลอร์” ในบ้านเราเติบโตสูงมาก เพราะคนไทยชอบฉีดฟิลเลอร์มาก เช่นเดียวกับเอเชีย ที่เติบโตสูงกว่าในยุโรป เพราะคนเอเชียชอบทำหน้ามากกว่าฝรั่ง ที่สำคัญอีกประการคือ เมื่อคนไทยเล่นโซเชียลเยอะ จึงอยากดูดีอยู่ตลอดเวลา และส่วนหนึ่งก็ได้อิทธิพลเรื่องความสวยความงามจากเกาหลีด้วย จึงทำให้บริการด้านความสวยความงามของไทยเติบโตสูงมาก อย่างสถานบริการด้านความงามในไทยนั้นมีนับหมื่นแห่ง โดยมีถึง 70% ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะบริการทางการแพทย์ด้านความงามเติบโตเร็วมาก แต่คุณภาพของแพทย์กลับเติบโตไม่ทัน ส่วนที่เหลือ 30% นั้น ก็ถือว่าเป็นคลินิกที่มีมาตรฐาน แต่ก็ยังการันตีไม่ได้ว่าจะดีหรือไม่ดี ต้องดูที่ตัวแพทย์ประกอบด้วย

กลุ่มที่เน้น “คุณภาพ”

เรื่องความสวยความงามเกี่ยวกับ “ฟิลเลอร์” ถือเป็นบริการที่มีลูกค้าอยู่หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มมีกำลังซื้อ กลุ่มมีการศึกษา หรือกลุ่มกำลังซื้อน้อย อย่างกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าพรีเมี่ยมที่มีการศึกษาสูงด้วย จะคำนึงถึง “คุณภาพ” เป็นหลัก ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยจะมีการค้นคว้าศึกษาข้อมูลมาอย่างมาก และไม่ค่อยมีความคิดที่จะเชื่อถือบรรดาโซเชียลเท่าไรนัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี 

Before และ After

แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับตามตรงว่า ปัจจุบันบริการด้านความงามต่างมีการแข่งขันกันสูง ทุกที่ทุกร้านต่างมีกลยุทธ์สารพัด ที่จะมาดึงดูดลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น รีวิวต่างๆ ที่เป็น Before กับ After อันนี้จะปลอมกันเยอะมาก เพราะทุกคนสามารถหาซื้อภาพหรือแต่งภาพได้ทั้งสิ้น ขณะที่ตัวแพทย์ผู้ให้บริการเอง ก็เคลมตัวเองว่าเก่งทุกคน จนทำให้คนไข้หรือผู้บริโภค ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนจริงหรือหลอกลวง ยิ่งกับคำโฆษณา งานเขียนต่างๆ เราต้องยอมรับว่า ใครจะเขียนอะไร ก็สามารถเขียนได้ นี่คือปัญหาใหญ่และปัญหาหลักในเรื่องของธุรกิจความสวยความงาม ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องพบเจอ โดยหลังจากที่เข้ารับบริการไปแล้วจะปรากฏความเสียหายขึ้น โดยการตัดสินใจเพื่อความสวยความงามไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง กระบวนการหลังความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงกลับมาที่การเริ่มต้นตรวจเช็กแพทย์ ซึ่งก็ต้องพบว่า แพทย์เหล่านั้นไม่ได้เก่งจริง อาจเป็นเพียงหมอทั่วไป ที่ผ่านการอบรมมาแค่ 2-3 วันเท่านั้น ซึ่งก็อาจเป็นเรื่องที่สายเกิดไป

โปรโมชั่น “ราคา” แสนถูก

ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เน้น “ราคา” เป็นหลัก จะมองหาโปรโมชั่นอยู่เสมอ ยิ่งโปรโมชั่นเยอะๆ ยิ่งสนใจ ล่อหูล่อตาลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้การลดราคาเยอะๆ ยิ่งทำให้เกิดปัญหากับผู้บริโภคมากขึ้น เพราะราคาที่ถูกลง ก็จะลด “คุณภาพ” ลงตามไปด้วย ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เข้าใจว่าถ้าลดราคาลงเพียง 30-40% นั้นเป็นไปได้ แต่หลายที่ก็ลดราคาถึง 80-90% แล้วใช้ยาเท่าเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

“ฟิลเลอร์” ของดีราคาถูก

ถ้าจะพูดต้นทุน “ฟิลเลอร์” อย่างฟิลเลอร์ของเกาหลี หรือฟิลเลอร์ที่มีราคาย่อมเยาลงมา จริงๆ ราคาต้นทุนอยู่ที่ 1 ใน 10 จึงไม่แปลกเลย ที่จะลดราคาลงมาได้ขนาดนั้น แต่สินค้าก็ต้องราคาถูกลงมาเช่นกัน หมายความว่า ถ้าราคาถูก สินค้าก็ถูกลง หรือไม่ก็เป็นที่ตัวหมอ ที่ต้องดูว่ามีใบรองรับการันตีหรือไม่ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เพราะในโลกใบนี้ไม่มีของดีราคาถูก แค่มันเหมาะสมหรืออันตรายหรือไม่ ถ้าอันตราย มันก็ไม่คุ้มเสี่ยงเลย

อันตรายที่มากับ “ฟิลเลอร์”

ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับ “ฟิลเลอร์” ในอดีตนั้นก็มีอยู่มากจริงๆ แต่ช่วงหลังก็ลดน้อยลงมาก เช่น ข่าวฉีดฟิลเลอร์แล้วเนื้อตายหรือตาบอด ส่วนใหญ่เกือบ 100% คือผู้ฉีดไม่ใช่หมอ หรือบางครั้งผู้ฉีดเป็นหมอ แต่ไม่ใช่หมอผู้เชี่ยวชาญด้านฟิลเลอร์ รวมไปถึงส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อฉีดฟิลเลอร์ราคาถูกแล้ว จึงเกิดการไหลหรืออักเสบได้ ซึ่งหมอส่วนใหญ่ที่ฉีดก็ไม่มีความรู้ด้วย เพราะหมอที่มีความรู้นั้น จะมีราคาที่ค่อนข้างแพง ซึ่งจุดนี้เองที่คนไทยไม่เข้าใจ ส่วนใหญ่มักจะมองที่ราคาเป็นหลัก เมื่อราคาถูกยิ่งดูน่าสนใจ แต่เมื่อราคาแพงกลับไม่สนใจเลย 

ฉีดฟิลเลอร์ ≠ ซื้อยาไข้หวัด

เราจึงต้องพยายามบอกทุกคนที่มีความสนใจจะฉีด “ฟิลเลอร์” ให้ตระหนักและเข้าใจว่า การฉีดฟิลเลอร์คือบริการทางการแพทย์ ไม่เหมือนการซื้อยาไข้หวัดมารับประทาน แต่การฉีดฟิลเลอร์คือการซื้อยามา แต่ให้แพทย์เป็นผู้ฉีดฟิลเลอร์ให้ ถึงแม้ว่าจะยาตัวเดียวกัน แต่ฉีดคนละมือ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ “ความชำนาญ” และกว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ เราต้องทำมาเยอะมาก มีผลงานที่ดี นำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และต้องเป็นที่ยอมรับในสังคมแพทย์ด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

เชี่ยวชาญกายวิภาค + ไอเดียด้านศิลปะ = หมอเก่ง

การจะฉีด “ฟิลเลอร์” แพทย์ต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านกายวิภาคอย่างดี มองหน้าปุ๊บรู้เลยว่า เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก หลอดเลือด อยู่ตรงไหน มันต้องเชี่ยวชาญมากๆ ถึงจะทำได้สวย ประกอบกับต้องมีไอเดียด้านศิลปะ ไม่งั้นทำเท่าไรก็ไม่สวย ปัจจุบันมีคำนิยามของความสวยแพงว่า ทำแล้วต้องมีอัตลักษณ์ มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเอง บางคนทำแล้วโป๊ะ เช่น หน้าผากป่อง ปากเจ่อ ซึ่งเรารู้เลยถึงสาเหตุที่มีอยู่ 2 อย่างคือ คนไข้ไม่เข้าใจด้านศิลปะความงาม และแพทย์ไม่มีความรู้ ซึ่งจุดนี้ตัวยาถือว่าไม่เกี่ยวเลย บางครั้งอาจเสียเงินซื้อยาแพง แต่พอทำออกมาแล้ว ใบหน้ากลับดูถูก เหมือนบางคนที่ใส่เสื้อผ้าแพงๆ แต่ดูราคาถูกก็มี เพราะแต่งตัวไม่เป็น นี่คือศิลปะ ซึ่งจริงๆ แล้วแพทย์ที่มีจรรยาบรรณไม่ได้ต้องการเงิน แต่เขาต้องการให้ผลงานออกมาดี คนไข้แฮปปี้ นั่นสิถึงจะถูกต้อง 

สรุป 3 วิธีเลือกฉีด “ฟิลเลอร์” แบบไม่อันตราย

1. เลือก “คลินิก” เป็นอันดับแรก โดยดูความเป็นมาของคลินิกว่าเป็นอย่างไร เปิดให้บริการมานานหรือยัง ถ้าเปิดมานานแล้ว แสดงว่าน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง

2. เลือกที่ตัว “ผลิตภัณฑ์” คุณสาวๆ ต้องรู้ว่าจะทำอะไร แล้วจึงเลือกผลิตภัณฑ์ โดยห้ามยึดติดกับ “ราคา” เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา ทั้งนี้หากไม่มีความรู้ในข้อนี้ แนะนำให้ข้ามไปที่ 3 ก่อน 

3. เลือก “แพทย์” ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด แพทย์จะต้องมีมาตรฐาน ความชำนาญ และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ จริงๆ ซึ่งเหมือนที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถ้าคุณสาวๆ ไม่มีความรู้ใดๆ เลย ข้อนี้จะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

เมื่ออยากฉีด “ฟิลเลอร์”

สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจฉีด “ฟิลเลอร์” แนะนำให้เริ่มต้นที่การหาข้อมูล แต่ก็ต้องยอมรับว่า การหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหรือจากโซเชียลนั้นมีอยู่มากมายจริงๆ แต่เชื่อถือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่สาวๆ จะต้องหาค้นเยอะมาก 90% เป็นข้อมูลปลอม ลับลวงพราง หลอกลวงจนเสียเงินเสียทองกันมากมาย จากนั้นอย่าเพิ่งรีบทำ สาวๆ ต้องไปพูดคุยปรึกษากับแพทย์ดูก่อน เพื่อเพิ่มข้อมูลแล้วจึงค่อยตัดสินใจ หลังจากนั้นคือการเลือกแพทย์ ข้อสำคัญที่สุด เพราะแพทย์ที่ดี จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้กับคุณ 

ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม คือ ?

ในเมื่อผลิตภัณฑ์มีอยู่มากมาย “ฟิลเลอร์” ยี่ห้อเดียวกัน ก็มีหลายรุ่นหลายแบบ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม จะใช้ฉีดไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งด้วย เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากๆ โดยจมูกจะใช้ตัวหนึ่ง แก้มตัวหนึ่ง ขมับหรือใช้อีกตัวหนึ่งฉีด ซึ่งมันคือยี่ห้อเดียวกันแต่คนละตัว นี่คือเรื่องที่สาวๆ ไม่ค่อยรู้ และเข้าใจผิดมากๆ ว่า ฟิลเลอร์หนึ่งตัวสามารถฉีดได้ทุกส่วน เพราะคนส่วนใหญ่จะดูแค่ราคาเป็นหลัก

เลือกหมอถูก…ก็จบ

แพทย์ที่มาเรียน ทุกคนต้องเริ่มจากพื้นฐาน ตั้งแต่ “ฟิลเลอร์” คืออะไร ขั้นตอนการฉีด จะเลือกยาอย่างไรให้เหมาะกับคนไข้ ซึ่งแพทย์ทุกคนที่เรียนจบไปก็สามารถไปฉีดฟิลเลอร์ให้กับคนไข้ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนก็ต้องมีประสบการณ์เป็นสำคัญ คนไข้ใบหน้าแบบนี้ ต้องฉีดแบบนี้ ดีไซน์ก็สำคัญ คือจะฉีดอย่างไรให้สวย ไม่ใช่แค่ฉีดร่องแก้ม ก็ฉีดไปตามปกติ แต่จริงๆ ต้องดูว่า ฉีดแล้วร่องแก้มสวยมั้ยด้วย ต้องภาพรวมด้วย บางคนฉีดไปแล้วดูประหลาดก็มี ยิ่งร่องแก้มมันคือธรรมชาติ ถ้าฉีดแล้วหายหมด มันก็ดูไม่ธรรมชาติแล้ว แต่นี่คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจ บอกให้ฉีดให้ร่องแก้มให้หายหมด หน้าก็เหมือนลิง เรื่องเล่านี้คือประสบการณ์ของแพทย์ล้วนๆ 

เมื่อเลือกหมอไม่ถูก…

จริงๆ “ฟิลเลอร์” เป็นสิ่งที่ปลอดภัยกับร่างกายเรา ถ้าเลือกหมอไม่ถูกหรือฉีดผิด ก็ต้องมาแก้ มาฉีดย่อยสลายออก ยกเว้นกรณีเดียวคือ ฉีดเข้าเส้นเลือดจนเนื้อตาย เรื่องนี้หมอช่วยไม่ได้จริงๆ หรือที่ตาบอด เพราะฉีดปุ๊บฟิลเลอร์วิ่งเข้าเส้นเลือด คือเวลาที่เราฉีด มันจะเหมือนเจล เวลาที่มันวิ่งเข้าหลอดเลือด มันจะทำให้หลอดเลือดอุดตัน เลือดก็ไม่สามารถวิ่งไปได้จนทำให้ตาบอดหรือเนื้อตาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันเจอเคสแบบนี้น้อยลงแล้ว เพราะมีความรู้มากขึ้น ตัวยาก็ดีขึ้น 

อดีตเติมร่องแก้ม ปัจจุบันปรับโครงกระดูก

ที่เมื่อหลาย 10 ปีก่อน เราจะใช้ฟิลเลอร์ในการเติมร่อง อย่างร่องแก้ม แต่ปัจจุบันฟิลเลอร์ถูกพัฒนาขึ้น ไม่ใช่แค่เติมร่องเท่านั้น แต่เราสามารถฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับโครงกระดูก แล้วฉีดลึกไปที่กระดูกได้ คือถ้าเราฉีดลึกลงไปที่กระดูก กระดูกจะยกกระชับขึ้น รูปหน้าถึงเปลี่ยนไป เราถึงเรียกการฉีดฟิลเลอร์ว่า การปรับรูปหน้า โดยหน้าจะดูเด็กลงและเป็นธรรมชาติกว่า ถ้าการฉีดที่ผิวหนัง จะทำให้หน้าเรากลม ห้อย ย้วย นั่นคือการฉีดแบบเก่า แต่ปัจจุบันจึงเป็นการฉีดแบบใหม่ ตัวยาไม่เหมือนเดิมและดีขึ้น 

“ฟิลเลอร์” เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่?

“ฟิลเลอร์” ที่ถูกฉีดเข้าร่างกาย จะเหมือนกับสารธรรมชาติที่อยู่ในร่างกายเราดีกว่าการฉีดไขมันด้วยซ้ำ เพราะฟิลเลอร์จะถูกสังเคราะห์ขึ้นด้วยแบคทีเรีย โดยใช้การตัดต่อยีน ดังนั้นจึงถือว่าปลอดภัยมาก อย่างไขมันที่เป็นของมนุษย์ ของตัวเอง แต่ถ้าเราฉีดผิดไปก็ไม่สามารถเอาออกได้ แต่ฟิลเลอร์สามารถฉีดสลายได้ สาวๆ รู้หรือไม่ว่า ทั่วโลกมีงานวิจัยออกมาว่า…มีคนตาบอดจากการไขมัน มากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเรื่องนี้คนจะไม่ค่อยรู้ สำหรับเมืองนอกเค้าฮิตจนเลิกฮิตไปแล้ว

“ฟิลเลอร์” ตัวแรกของโลก

“ฟิลเลอร์” ตัวแรกของโลกเป็นของยุโรป ใช้มา 30 ปี มีคนฉีดไปไม่ต่ำกว่า 45 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ฟิลเลอร์จากยุโรปได้รับการยอมรับ จนทำให้มีราคาสูง ขณะที่ฟิลเลอร์จากเกาหลีนั้นมีราคาต่ำกว่ามาก เรื่อง “ราคา” นั้นถูกกำหนดโดยเทคโนโลยี Know How ต่างๆ ซึ่งความแตกต่างในด้านคุณภาพ ก็ต้องยอมรับว่ามีอยู่แน่นอน แม้จะของยุโรปเหมือนกันก็ตาม ดังนั้นก็ต้องรู้จักเลือก ไม่ใช่เชื่อโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว 

นี่คือเรื่องราวของ “ฟิลเลอร์” หวังว่าสาวๆ จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะกำลังตัดสินใจ หรือไม่มีความคิดจะฉีดฟิลเลอร์ แต่นี่ก็ถือเป็นความรู้ที่เรานำมาแบ่งปัน อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความสวยความงาม ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ “สุขภาพ”.

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1874273
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1874273

7 วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยตัวเอง จากของใกล้ตัว!

ติ่งเนื้อเกิดจากการทำงานของคอลลาเจนที่สร้างเนื้อเยื่อผิวหนังทำงานผิดปกติ จนทำให้เกิดเป็นติ่งเนื้อบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตามคอ ตามแขนหรือข้อพับต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่สร้างความรำคาญเวลาที่ใส่เสื้อผ้าแล้วเสียดสีหรือลดความมั่นใจเมื่อเวลาใส่เสื้อผ้าแล้วเห็นติ่งเนื้อเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถ้าใครอยากกำจัดเจ้าติ่งเนื้อเหล่านี้ ตามมาเลยค่า เรามีวิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยตัวเองแบบง่ายๆ จากของใกล้ตัวมาฝากกัน

แปะด้วยกระเทียม


วิธีแรกจะเป็นการใช้กระเทียม เราจะฝานกระเทียมให้เป็นเป็นแผ่น แล้วนำมาวางลงบนติ่งเนื้อ จากนั้นแล้วแปะด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลทับเพื่อป้องกันหลุด แปะทิ้งไว้ทั้งวัน ก่อนอายน้ำตอนเย็นก็ค่อยเอาออก ทำเป็นประจำทุกวัน ประมาณ 1 อาทิตย์ กระเทียมมีฤทธิ์ร้อนและต้านเชื้อโรค ติ่งเนื้อก็จะแห้งและหลุดออก หลังจากหลุดแล้วก็ทานยาแก้แผลเป็นกันด้วยนะคะ

ถูด้วยขิงฝานบาง


วิธีนี้จะใช้ขิงแก่มาล้างแล้วฝานให้เป็นชิ้นบางๆ ก่อนนำมาถูบริเวณที่เป็นติ่งเนื้อประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก ทำเป็นประจำทุกวัน จะเห็นผลในเวลา 2 อาทิตย์ ติ่งเนื้อจะเริ่มแห้งและหลุดออกโดยง่ายค่ะ โดยขิงจะมีฤทธิ์ร้อนเหมือนกระเทียม แต่จะแรงกว่า เลยไม่นิยมนำมาแปะทิ้งไว้ทั้งวันนะ ค่อยๆ ใจเย็นๆ ถูกทุกวัน ก็ช่วยได้ค่า

ทาด้วยน้ำมะนาว


มาต่อด้วยการใช้น้ำมะนาวง่ายๆ กันค่ะ แค่ซื้อมะนาวมาแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ใช้คอตตอนบัตหรือสำลีชุบน้ำมะนาวมาทาบนติ่งเนื้อ ทาทิ้งเอาไว้เป็นประจำเช้าเย็นโดยไม่ล้างออก น้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ และช่วยลดเชื้อโรคจะช่วยทำให้ติ่งเนื้อแห้งแบบธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ติ่งเนื้อที่เป็นปัญหากวนใจก็จะหลุดออกค่ะ

แต้มด้วยปูนแดงและสบู่


วิธีนี้ต้องใช้ความระมัดระวังและไม่แนะนำให้ทำสำหรับคนที่เป็นติ่งเนื้อบนใบหน้านะคะ เราจะใช้ปูนแดงผสมกับสบู่ทั่วไปในปริมาณ 1 ช้อนชาเท่ากัน ผสมน้ำให้พอเป็นเนื้อเหลวๆ แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเท่านั้น แตะขึ้นมาก้อนเล็กๆ ทาให้ทั่วติ่งเนื้อ แล้วรอให้แห้งสนิท ระหว่างที่รอให้แห้งสนิทอาจจะแสบบ้างนะคะ เมื่อแห้งสนิทแล้วก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดออก ซึ่งจะมีแผลเป็นหลุม ให้ทาต่อด้วยยารักษาแผลเป็นเป็นประทุกวันจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันเป็นแผลหลุมสิวค่า

ใช้ยาทาเล็บสีใสทา


ใครที่มีปัญหาเรื่องติ่งเนื้อลองหาซื้อยาทาเล็บแบบสีใสมาทาลงบนติ่งเนื้อ โดยจะทาลงบนติ่งเนื้อวันละ 2-3 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ติ่งเนื้อจะเปลี่ยนสี แห้งและฝ่อลงทำให้หลุดได้ง่าย โดยยาทาเล็บมีแอลกอฮอล์ที่จะทำให้ติ่งเนื้อแห้งลงได้ ต้องใช้อย่างเป็นประจำและหลีกเลี่ยงใช้บริเวณใบหน้า เพื่อป้องกันการระคายเคืองกันด้วยนะคะ

ใช้ไหมขัดฟันมัดทิ้งเอาไว้


ต่อกันด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟันมัดเอาไว้เพื่อไม่ให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณติ่งเนื้อ จะทำให้ติ่งเนื้อแห้งและหลุดง่ายขึ้น โดยสาวๆ สามารถตัดไหมขัดฟันยาวสักประมาณหนึ่ง นำมามัดตรงติ่งเนื้อบริเวณโคนให้แน่น แล้วตัดไหมขัดฟันให้เล็กลง ปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้จนกว่าติ่งเนื้อจะฝ่อลง และค่อยมัดให้แน่นทุกวัน ติ่งเนื้อจะสีเปลี่ยนและแห้งลงทำให้หลุดได้ง่ายขึ้น

ใช้กรรไกรตัดเล็บตัดออก


วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดติ่งเนื้อได้ไวแต่อาจจะเกิดเป็นแผลหรือเสี่ยงติดเชื้อได้นะคะ ไม่แนะนำให้ทำถ้าไม่จำเป็น วิธีนี้เราจะใช้ด้ายหรือไหมขัดฟันมัดบริเวณโคนติ่งเนื้อให้แน่น หากใครกลัวเจ็บก็ใช้น้ำแข็งถูให้รู้สึกชาๆ ก่อน แล้วใช้กรรไกรตัดเล็บที่ทำความสะอาดแล้ว ตัดเอาติ่งเนื้อออก เสร็จแล้วก็แก้มัดใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเช็ด ซึ่งอาจจะมีเลือดออกเยอะได้ ต้องระวังให้ดี และต้องทายาป้องกันแผลเป็นทุกวันเพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็น

เป็นของใช้ที่เห็นกันเป็นประจำ ถึงอาจจะไม่มีติดบ้านแต่ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อนะคะ เวลาที่ทำอย่าลืมรักษาความสะอาดและทายารักษาแผลเป็นเพื่อป้องกันการติดเชื้อและรอยแผลเป็นกันด้วยนะคะ จะได้มีผิวที่เนียนเรียบเสมอกันหลังจากตัดติ่งเนื้อรำคาญออกไปแล้วค่า

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/165375/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/165375/