โลชั่นผิวขาวปี 2020 ยิ่งทา ยิ่งขาววิ้งออร่าจับ

เข้าชม : 227   |  

เรื่องความขาวของผิว ถือเป็นอีกหนึ่งค่านิยมของคุณสาวๆ เลยก็ได้ที่ทุกคนอยากจะมีผิวขาว ผิวสวยใส “โลชั่นผิวขาว” เลยเป็นหนึ่งในไอเท็มที่คุณสาวๆใช้เพื่อปรับเปลี่ยนสีผิวค่ะ วันนี้ GangBeauty เลยมี 10 โลชั่นผิวขาวปี2020 ใช้แล้วช่วยให้ผิวขาวขึ้นจริงมาฝากค่ะ  เป็นโลชั่นผิวขาวที่ไม่ใช่แค่ช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้นอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องความชุ่มชื่น และกันแดดได้ด้วย ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อผิวค่ะ พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง

1. Bhaesaj Body Whitening Lotion Double Sun Screen ราคา 59 บาท
เริ่มต้นกันด้วยโลชั่นผิวขาวจก Bhaesaj Body Whitening Lotion Double Sun Screen เป็นสูตรปกป้องผิวด้วย Double UV Filter พร้อมยับยั้งการสะสมของเม็ดสีเมลานินด้วยวิตามิน บี 3 และช่วยชะลอปัญหาผิวเสื่อมโทรมต่าง ๆ ด้วยวิตามิน อี นอกจากนี้ยังเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

2. Garnier Body Light Extra Whitening Repairing Milk Lotion ราคา 249 บาท
ต่อกันด้วย Garnier Body Light Extra Whitening Repairing Milk Lotion เป็นโลชั่นผิวขาวสูตร Repairing เพิ่มปริมาณส่วนผสมหลักอย่างสารสกัดจากมะนาวเป็น 2 เท่า ช่วยปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใสและลดเลือนจุดด่างดำอย่างเป็นธรรมชาติ ผสานด้วยคุณค่าจากสารอาหารบำรุงผิวช่วยฟื้นฟูให้กลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้น ทั้งยังเสริมเกราะป้องกันให้กับผิวด้วยสารกรองรังสี UV เหมาะสำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน

3. NIVEA Extra White C and E Vitamin Lotion ราคา 165 บาท
สำหรับ NIVEA Extra White C and E Vitamin Lotion เป็นโลชั่นผิวขาวสูตรเนื้อครีม มีามู คามู, วิตามิน ซี และวิตามิน อี ช่วยเผยผิวใสมีออร่า และเพิ่มความยืดหยุ่นและเต่งตึงให้กับผิว พร้อมปกป้องจากรังสี UV ด้วย UV Filter เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

4. Smooth E White Therapie ราคา 495 บาท
มาต่อกันด้วยโลชั่นผิวขาวจาก Smooth E White Therapie มีสารสกัดจากวิตามิน อี ช่วยลดรอยแผลเป็นและรอยคล้ำ พร้อมกับ Silk Protein ลดรอยแตกลาย ผสานกำลังมากับอาร์บูตินและสารสกัดจากชะเอมเทศ ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยคืนความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวได้นานขึ้นด้วย Oat Kernel

5. Aviance Gluta Whitening Moisture Body Lotion ราคา 660 บาท
Aviance Gluta Whitening Moisture Body Lotion เป็นโลชั่นผิวขาวที่เต็มไปด้วยสารสกัด Triple Fruition Complex ช่วยปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมพัฒนาโดยเทคโนโลยีกลูตา ชายน์และ CSG จากประเทศญี่ปุ่น คืนความชุ่มชื้นให้กับผิวพร้อมบำรุงให้เนียนนุ่ม เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

6. Vaselin Healthy White serum 3X ราคา 149 บาท
สำหรับ Vaselin Healthy White serum 3X เป็นโลชั่นผิวขาวเนื้อเซรั่มช่วยให้ผิวขาวขึ้นแบบธรรมชาติแบบคูณ 3 มีไวเทนนิ่งถึง 3 เท่า และช่วยกันแดดได้ด้วย

7. Cute Press Ideal White Brightening Body Lotion ราคา 199 บาท
มาต่อกันที่ Cute Press Ideal White Brightening Body Lotion มีส่วนประกอบจากบี-ไวท์ เปปไทด์ในรูปแบบแคปซูล นวัตกรรมพิเศษเฉพาะของแบรนด์ ผสานด้วยวิตามิน ซีและบี 3 ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใสและสม่ำเสมอ มาพร้อมสารสกัดจากอัลฟัลฟ่า ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและบำรุงให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น

8. Bhaesaj Body Whitening Lotion Plus Vitamin E ราคา 46 บาท
สำหรับ Bhaesaj Body Whitening Lotion Plus Vitamin E เป้นอีกหนึ่งโลชั่นผิวขาวที่สาวๆเลือกใช้ มีวิตามิน อี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอปัญหาผิวเสื่อมโทรมต่าง ๆ, วิตามิน บี 3 กระตุ้นให้ผิวกระจ่างใสขึ้น, ดับเบิ้ลยูวีฟิวเตอร์ สร้างเกราะป้องกันจากรังสี UV ให้ผิวและบำรุงให้ชุ่มชื้นด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ และที่สำคัญเหมาะกับทุกสภาพผิวค่ะ

9. Citra Pearly White UV Nutri-serum ราคา 129 บาท
Citra Pearly White UV Nutri-serum เป็นโลชั่นผิวขาวเนื้อเซรั่ม สูตรผสานคุณค่าของผงไข่มุกแท้จากธรรมชาติ ซึมซาบเร็วช่วยบำรุงให้ผิวกระจ่างใส ผิวกระจ่างใส 3 มิติ สีผิวแลดูสม่ำเสมอ และมีส่วนผสมของUVA และ UVB ไข่มุกเกาหลีเข้มข้น 10 เท่า

10. Nivea UV Whitening Extra Cell Repair & Protect Lotion ราคา 199 บาท
มาถึงโลชั่นผิวขาวตัวสุดท้ายกับ Nivea UV Whitening Extra Cell Repair & Protect Lotion ประกอบด้วยสารสกัดจากคามู คามู อุดมไปด้วยวิตามิน ซี เข้มข้น ช่วยเผยผิวกระจ่างใส พร้อมปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วย SPF 30 เหมาะสำหรับทาตอนกลางวันก่อนออกาบ้านค่ะ

ครบแล้วค่ะกับทั้ง 10 โลชั่นผิวขาวแบบอัพเดตปี 2020 ที่เรานำมาฝาก คุณสาวๆ ที่กำลังตามหาโลชั่นเพื่อผิวขาวอยู่ ลองซื้อมาใช้ดูนะคะ ราคาไม่แพง แต่คุณภาพดีมากๆ ใช้แล้วผิวขาวขึ้นจริงๆค่ะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.gangbeauty.com/topic/126345
ขอขอบคุณ : https://www.gangbeauty.com/topic/126345

ของมันต้องมี! 5 เซรั่ม เกาหลี สุดฮิต ผิวเด้งใสในราคาหลักร้อย

เทรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์เกาหลีในบ้านเราก็ยังคงแรงต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สาวๆ หันมาให้ความสนใจกับการแต่งหน้าแบบโชว์ผิวกันมากขึ้น แต่การจะแต่งหน้าแบบนี้ได้ง่ายๆ สาวๆ ก็ต้องมีสุขภาพผิวที่ดี ดูสวยใส ดังนั้นการบำรุงผิวตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญของสาวๆ ซึ่งหนึ่งใน สกินแคร์น่าใช้ ที่จะช่วยให้เรามีผิวสุขภาพดีที่ฮิตกันมากก็คือ เซรั่ม เป็นไอเท็มที่สาวๆ ขาดไม่ได้เลยล่ะ วันนี้ พี่เห็ด มัชรูมทราเวล จึงมี 5 เซรั่ม เกาหลี ตัวเด็ด สุดฮิต ที่จะช่วยให้สาวๆ มีผิวเด้งใสในราคาหลักร้อย ซึ่งเซรั่มเหล่านี้มีขายทั้งในช็อปที่ไทยและสั่งแบบพรีออร์เดอร์ แต่ถ้าสาวๆ มีแพลนจะไป ทัวร์เกาหลี อยู่แล้ว แนะนำว่าให้สอยมาจากที่นู่นเลยจ้า เพราะราคาถูกกว่าที่ไทยมาก คุ้มแน่นอน!

1. Ample:N – Peptide Shot Ampoule

Cr. amazon.com
เซรั่ม เกาหลี ฮอตฮิตที่สุดในขณะนี้จากแบรนด์ Coreana ซึ่งเจ้า Ample:N สูตร Peptide Shot Ampoule คือเซรั่มที่มีส่วนผสมอนุพันธ์โปรตีน หรือเปปไทด์ ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าของสาวๆ ให้เนียนละเอียด ผิวอิ่มน้ำ แน่นฟู ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ กระจ่างใสขึ้น พร้อมช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีรูขุมขนกว้าง สามารถใช้ได้ทั้งคนที่มีผิวมันและผิวแห้ง ตัวนี้บอกเลยว่าเริ่ด! ฮิตกันมากๆ ทั้งสาวไทยสาวเกาหลีเลยจ้า

ราคา :
ขนาด 30 ml. 14,900 วอน (ประมาณ 420 บาท)
ขนาด 100 ml. 30,000 วอน (ประมาณ 840 บาท)

2. innisfree – Green Tea Seed Serum

Cr. innisfree.com
ตัวถัดมาเป็น เซรั่ม เกาหลี ที่นิยมในหมู่สาวเอเชียไม่แพ้กันกับ Green Tea Seed Serum จากแบรนด์ innisfree โดยเซรั่มชาเขียวตัวนี้เข้มข้นกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3.5 เท่า ด้วยกรดอะมิโนถึง 16 ชนิด จาก Beauty Green Tea บนเกาะเชจู ช่วยเติมน้ำให้ผิว เสริมให้ผิวแข็งแรง ฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใส เนียนนุ่ม แลดูสดชื่น พร้อมเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวด้วยน้ำมันจากเมล็ดชาเขียว ตัวเซรั่มสามารถซึมลงสู่ผิวได้ง่าย พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นเซรั่มสำหรับขั้นตอนแรกในการเตรียมผิวให้ชุ่มชื้น และพร้อมแก่การบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป และเหมาะกับทุกสภาพผิวด้วยจ้า

ราคา : ขนาด 80 ml. 24,000 วอน (ประมาณ 670 บาท)

3. The Ordinary – Niacinamide 10% + Zinc 1%

Cr. theordinary.com
เซรั่มตัวถัดมาที่เราอยากแนะนำ แม้จะไม่ใช่ เซรั่ม เกาหลี แต่เราสามารถหาซื้อแบรนด์นี้ได้ที่เกาหลี ในราคาที่ถูกกว่าช็อปในไทยมากๆ สำหรับเซรั่มสูตร Niacinamide 10% + Zinc 1% จากแบรนด์ The Ordinary เป็นเซรั่มที่ดังและฮิตมากๆ ในหมู่สาวๆ ซึ่ง Niacinamide ก็คือวิตามินบี 3 ที่ช่วยลดจุดด่างดำ ปรับผิวให้เรียบเนียน และเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ส่วน Zinc ก็จะช่วยในการควบคุมความมันและลดการอักเสบของสิว เซรั่มตัวนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิว มีรอยดำรอยแดงจากสิว และมีผิวมันนั่นเอง นับว่าเป็น สกินแคร์น่าใช้ อีกหนึ่งตัวเด็ดที่สาวๆ ไม่ควรพลาด

ราคา : ขนาด 30 ml. 5,900 วอน (ประมาณ 170 บาท)

4. It’s Skin – Power 10 Formula VC Effector

Cr. itsskinusa.com
มาต่อกันที่ เซรั่ม เกาหลี อีกหนึ่งตัวที่ฮอตฮิตในหมู่สาวเอเชียอย่าง Power 10 Formula VC Effector จากแบรนด์ It’s Skin นี่คือเซรั่มที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสอย่างอ่อนโยน อุดมไปด้วยวิตามินซีเข้มข้นที่ช่วยลดความหมองคล้ำ ลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระ พร้อมกระชับรูขุมขนให้เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด คิดค้นและทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง ปราศจากการเติมกลิ่น สี และแอลกฮอล์ จึงสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว โดยเราจะสัมผัสความแตกต่างของผิวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ถือเป็น สกินแคร์น่าใช้ เพื่อผิวกระจ่างใสที่น่าโดนสุดๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหมองคล้ำ และมีปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า

ราคา :
ขนาด 30 ml. 12,000 วอน (ประมาณ 340 บาท)
ขนาด 100 ml. 19,000 วอน (ประมาณ  530 บาท)

5. Mamonde – First Energy Serum

Cr. mamonde.com
ปิดท้ายกันที่ สกินแคร์น่าใช้ ของปี 2020 ด้วย First Energy Serum จากแบรนด์ Mamonde ที่ผลิตภัณฑ์ของทางแบรนด์จะรวมเอาพลังของดอกไม้ธรรมชาติมาเป็นส่วนผสมในทุกผลิตภัณฑ์ โดยเซรั่มตัวนี้มีส่วนผสมที่สกัดจากน้ำบ่มของกลีบของดอกสายน้ำผึ้งตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวให้ผิวดูกระจ่างใสยิ่งขึ้น ผิวแข็งแรงกระชับ และชุ่มชื้นขึ้น ผิวแลดูสุขภาพดีจากภายใน ตัวเซรั่มเนื้อบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอกไม้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งขาดน้ำ

ราคา : ขนาด 100 ml. 34,000 วอน (ประมาณ 950 บาท)

และนี่ก็คือ เซรั่มน่าใช้ ในราคาไม่แพงที่พี่เห็ดคัดมาแนะนำ สาวๆ คนไหนที่อยากมีผิวสวยใส แต่งหน้าลุคไหนก็รอด ต้องหามาบำรุงผิวกันรัวๆ ไปเลย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ไป เที่ยวเกาหลี ต้องไม่พลาด เพราะราคาถูกกว่าที่ไทยมากกกก จัดมาได้เลยจ้า!!

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/159561/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/159561/

ลูกกลิ้งหินหยก คืออะไร แค่กลิ้ง ๆ ก็สวยปิ๊งได้จริงหรือ ?

          Jade Rollers หรือที่เรียกกันว่า ลูกกลิ้งหินหยก กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างคึกคักในแวดวงความสวยความงาม คงสงสัยกันแล้วใช่ไหม ? ว่าลูกกลิ้งหินหยก คืออะไร ใช้แล้วได้ผลจริงไหม เราจะพาไปหาคำตอบ พร้อมเผยเคล็ดลับวิธีการใช้ที่ถูกต้องกัน

ลูกกลิ้งหินหยก

          ทำเอาสาว ๆ ผู้รักสวยรักงามฮือฮากันไม่น้อย เมื่อเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ต่างประเทศออกมารีวิวลูกกลิ้งหินนวดหน้า ที่เรียกกันว่า Jade Rollers ไอเทมใหม่สำหรับสาวสายสกินแคร์ที่รักการบำรุงผิวหน้าเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งขอเดาเลยว่าตอนนี้สาว ๆ หลายคนที่ได้เห็นกระแสก็คงมีไว้ในครอบครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่บางคนก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าเจ้าลูกกลิ้งหินหยกนี้ดีจริงไหม ? เป็นแค่ความเชื่อหรือเปล่า เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันดีกว่า จะได้เอาไว้ประกอบการตัดสินใจว่า ของมันต้องมี หรือควรผ่านไปก่อน !

ลูกกลิ้งหินหยก คืออะไร ?

          Jade Rollers มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งทำมาจากหินหยกหรือหินควอตซ์ ที่มีด้ามจับ แต่ก่อนจะมาเป็นไอเทมสุดฮิตในปัจจุบัน ความจริงแล้วลูกกลิ้งหินหยกมีต้นกำเนิดมาจากอุปกรณ์ที่ใช้การรักษาโรคของแพทย์แผนจีนในสมัยก่อน โดยจะใช้หินหยกที่มีรูปร่างโค้งมนมาขูดที่ผิวหนังโดยวิธีการแบบนี้เรียกว่า “กัวซา” เป็นการล้างพิษในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยระบายน้ำเหลือง เมื่อระบบการไหลเวียนภายในดี ก็จะทำให้ผิวพรรณภายนอกสดใสเปล่งปลั่งตามไปด้วย โดยมีตำนานเล่าว่า นี่เป็นเคล็ดลับการดูแลผิวพรรณของจักรพรรดิ์ และชนชั้นสูงของจีน จนกลายมาเป็น Jade Rollers หรือลูกกลิ้งหินหยกที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ลูกกลิ้งหินหยก

ลูกกลิ้งหินหยก มีดีอย่างไร ?

          – การนวดหน้าด้วยลูกกลิ้งหินหยก เหมือนเป็นการกัวซาผิวหน้า จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด และน้ำเหลืองทำงานได้ดีมากขึ้น

          – ลดอาการบวม ลดรอยแดงบนใบหน้า

          – ลดรอยคล้ำรอบดวงตาได้ด้วยความเย็นของหินหยก

          – ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยยกกระชับ และลดริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

          – หากใช้ร่วมกับเซรั่ม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ จะทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าซึมซับสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

          – ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ทำเองได้ทุกวัน เหมือนการทำทรีตเมนต์ง่าย ๆ ที่บ้าน

วิธีใช้ ลูกกลิ้งหินหยก

          วิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียว เริ่มจากกลิ้งลูกกลิ้งไปบนใบหน้าจากกลางหน้าออกไปด้านนอกโดยยกให้สูงขึ้นเล็กน้อย การนวดในทิศทางแบบนี้จะช่วยให้น้ำเหลืองระบายออกได้ดี และยังเป็นการลดแรงโน้มถ่วงของผิวหน้า พร้อมยกกระชับไปในตัว ส่วนเมื่อใช้เสร็จแล้วควรล้างทำความสะอาดด้วยสบู่ และน้ำอุ่น จากนั้นเก็บไว้ในที่แห้ง เพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย

ลูกกลิ้งหินหยก

เคล็ดลับการใช้ลูกกลิ้งหินหยกให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

          – เก็บลูกกลิ้งหินหยกไว้ในตู้เย็น เพื่อเพิ่มความเย็นให้กับหิน ทำให้ผิวหน้ารู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น

          – ใช้ลูกกลิ้งหินหยกร่วมกับแผ่นมาสก์หน้า โดยกลิ้งหินหยกไปบนแผ่นมาส์ก ความเย็นจากหินจะช่วยให้แผ่นมาสก์ยึดติดกับผิวหน้าได้ดี

          – เริ่มจากบริเวณลำคอ โดยกลิ้งลูกกลิ้งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการเปิดช่องทางการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น

          สรุปก็คือเจ้าลูกกลิ้งหินหยกนวดหน้าถือว่าตอบโจทย์สำหรับการเป็นตัวช่วยในการบำรุงผิวหน้าได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วยนะคะ และตอนนี้เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงอยากจะมีไว้ครอบครองกันแล้ว แต่ถ้าจะซื้อก็ต้องพิจารณาเลือกร้านให้ดีและน่าเชื่อถือด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอของปลอมก็เป็นได้ !

ข้อมูลจาก irishtatler.com, lanshin.com, marieclaire.com

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://women.kapook.com/view219900.html
ขอขอบคุณ : https://women.kapook.com/view219900.html

เจี๊ยบ โสภิตนภา เผยเคล็ดลับความสวยตลอดกาล แม้อายุขึ้นเลข 4

เจี๊ยบ โสภิตนภา สาวสวยวัย 43 ที่ในเรื่องฝีมือการแสดงของเธอนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าไม่ธรรมดา แต่นอกเหนือจากเรื่องของฝีมือการแสดง หลายคนยังให้ความสนใจในเรื่องความสวยของเธอ เพราะตั้งแต่ที่สาวเจี๊ยบเริ่มเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน ความสวยของเธอนั้นมีแต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เรียกได้ว่าตัวเลขทำอะไรเธอไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา หรือผิวพรรณ Women Mthai จึงไม่รอช้า ไปล้วงเคล็ดลับความงามของสาวเจี๊ยบ มาฝากทุกคนแล้ว

สิ่งที่คุณเจี๊ยบให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นั่นก็คือเรื่องของการดูแลตัวเองให้ดีมาจากภายในจริงๆ เพราะเธอเชื่อว่าเมื่อภายในของเราดีย่อมส่งผลออกมาถึงภายนอกด้วย สำหรับผู้หญิงที่เลือกดูแลตัวเองแค่ภายนอก เช่น ทาครีมหรือแต่งหน้า เพื่อให้คนมองดูเราสวย นั่นไม่ใช่วิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณเจี๊ยบอยากจะแนะนำ ก็คือการดูแลตัวเองตั้งแต่ยังสาว เพราะถ้ารอเวลาจนเริ่มมีปัญหาแล้วค่อยหันมาดูแลตัวเอง มันจะทำได้ยากกว่าการที่เราเริ่มดูแลตั้งแต่ที่ยังไม่เกิดปัญหา และนี่คือก็คือเคล็ดลับที่จะทำให้สาวๆ ดูอ่อนกว่าวัยได้ค่ะ

เจี๊ยบ โสภิตนภา

เป็นอีกหนึ่งสาวที่ชอบหาของอร่อยรับประทาน แต่เมื่อทานเยอะก็ต้องเผาผลาญด้วย เพื่อรักษารูปร่างของเราไม่ให้มีส่วนเกิน

แม้จะอยู่ที่บ้านก็สามารถออกกำลังกายเองได้ บริหารร่างกายวันละนิดวันละหน่อยดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะสาวๆ ลองดูสาวเจี๊ยบเป็นตัวอย่างสิ่ สวยอยู่แล้วก็ยังต้องดูแลตัวเอง มิน่าล่ะความสวยถึงอยู่กับเธอคงกระพันจริงๆ

เจี๊ยบ โสภิตนภา

เจี๊ยบ โสภิตนภา แนะเคล็ดลับผิวสวย ควรดูแลตั้งแต่วัยสาว

รูปภาพจาก: jeabsopidnapa

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://women.mthai.com/beauty/beautytipandtrick/373116.html
ขอขอบคุณ : https://women.mthai.com/beauty/beautytipandtrick/373116.html

10 วิธีรักษาเส้นเลือดขอด / เส้นเลือดฝอยที่ขา (เทคนิคใหม่) ให้หายขาด !!

เส้นเลือดขอด

เส้นเลือดขอด, หลอดเลือดขอด, หลอดเลือดดำขอด, หลอดเลือดขาขอด หรือหลอดเลือดขอดที่ขา (ภาษาอังกฤษ : Varicose veins) เป็นโรคที่เกิดจากการมีเลือดดำคั่งอยู่ในเส้นเลือดดำจึงส่งผลให้เส้นเลือดดำขยายตัว โป่งพอง และขดไปมา ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดกับเส้นเลือดดำได้ทั่วร่างกาย เช่น เส้นเลือดดำที่ผนังหลอดอาหาร เส้นเลือดดำที่อวัยวะเพศหญิง เส้นเลือดดำที่ถุงอัณฑะ เส้นเลือดดำที่ทวารหนัก เป็นต้น แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ เส้นเลือดดำที่ขาส่วนที่อยู่ตื้น ๆ ใต้ผิวหนัง (Superficial vein) จึงทำให้มองเห็นได้ชัดเจนและส่งผลให้เกิดปัญหาในด้านของความสวยงามได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดในผู้หญิง

ผู้หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนเกือบทั้งวัน หรือยกของหนัก มักมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น

เส้นเลือดขอดเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเป็นโรคของผู้ใหญ่และยิ่งอายุสูงขึ้นก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น สามารถพบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่จะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3 เท่า โดยทั่วไปพบโรคนี้ได้ในผู้หญิงประมาณ 25-33% และในผู้ชายพบได้ประมาณ 10-20% และยังมีรายงานว่า พบโรคนี้ได้สูงถึง 72% ในผู้หญิงที่อายุ 60-69 ปี แต่จะพบได้เพียง 1% ในผู้ชายที่มีอายุ 20-29 ปี นอกจากจะขึ้นอยู่กับอายุและเพศแล้วยังพบโรคนี้ในคนตะวันตกได้สูงกว่าในคนเอเชีย และมักพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ร่วมด้วย

เส้นเลือดฝอยที่ขา

เส้นเลือดฝอยที่ขา, เส้นเลือดฝอยขอด หรือเส้นเลือดฝอยขยายตัว (Spider veins หรือ Telangiectasia) จะคล้าย ๆ กับเส้นเลือดขอดครับ แต่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก และมักจะมีสีแดง สีเขียว หรือสีออกม่วง เพราะเป็นกับเส้นเลือดดำที่อยู่ตื้นใต้ผิวหนัง (ซึ่งต่างจากเส้นเลือดขอดที่มักจะเป็นเส้นเลือดดำขนาดใหญ่ปานกลางถึงใหญ่มาก) สามารถพบเกิดได้ทุกที่แต่ที่พบบ่อย คือ ใบหน้า ต้นขา และน่อง ส่วนสาเหตุและวิธีการรักษาก็จะคล้าย ๆ กับเส้นเลือดขอดครับ

สาเหตุของเส้นเลือดขอด

กลไกการเกิดเส้นเลือดขอดเกิดจากการเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้น (Valve) เล็ก ๆ ที่มีอยู่หลากหลายลิ้นในเส้นเลือดดำที่ขา ซึ่งลิ้นเหล่านี้จะมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการไหลเวียนของเลือดดำ โดยการปิดกั้นไม่ให้เลือดดำจากขาซึ่งจะต้องไหลย้อนต้านแรงโน้มถ่วงของโลกโดยอาศัยแรงบีบของกล้ามเนื้อบริเวณเท้าเพื่อนำเลือดดำไหลกลับขึ้นสู่หัวใจไหลย้อนกลับลงมาคั่งที่ขา ดังนั้น ถ้าลิ้นเหล่านี้เกิดเสื่อมประสิทธิภาพ การไหลเวียนของเลือดดำก็จะเสียไป ก่อให้เกิดเลือดดำคั่งในเส้นเลือดดำที่ขาอย่างเรื้อรัง และทำให้แรงดันในเส้นเลือดดำนั้น ๆ สูงขึ้นอย่างเรื้อรังตามไปด้วย เป็นผลทำให้ผนังเส้นเลือดดำยืด หย่อน โป่งพอง เกิดเป็นเส้นเลือดขอดขึ้นมา

การเสื่อมประสิทธิภาพของลิ้นในเส้นเลือดนี้อาจเกิดจากการที่ลิ้นเสื่อมหรือเกิดจากการที่ลิ้นปิดไม่สนิทหรือเกิดทั้ง 2 สาเหตุร่วมกันก็ได้ โดยสาเหตุที่ทำให้ลิ้นในเส้นเลือดดำเสื่อมนั้นเชื่อว่าเกิดจากการเสื่อมตามอายุหรือตามพันธุกรรม ส่วนสาเหตุที่ทำให้ลิ้นในเส้นเลือดไม่สามารถปิดกั้นได้สนิทจะมาจากการเพิ่มความดันเรื้อรังในเส้นเลือดดำจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การยืนเป็นเวลานาน หรือมีการอุดกั้นทางเดินของเลือดดำ เช่น การกดทับเส้นเลือดดำจากก้อนเนื้อหรือก้อนมะเร็งในอุ้งเชิงกราน หรือมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่น จากการตั้งครรภ์ โรคอ้วน หรือจากท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลให้มีเลือดคั่ง ผนังเส้นเลือดดำจึงยืดขยายโป่งออก ส่งผลให้ลิ้นในเส้นเลือดไม่สามารถปิดกั้นได้สนิท ทำให้การไหลเวียนของเลือดดำลดลงอย่างเรื้อรังจนเกิดการคั่งของเลือดดำในเส้นเลือดดำเรื้อรัง เส้นเลือดดำจึงยิ่งยืดขยายออกและโป่งพอง

เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร IMAGE SOURCE : Shutterstock (Designua)

ซึ่งพยาธิสภาพทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะวนเวียนเป็นวงจรจนเกิดเป็นเส้นเลือดขอดในที่สุด ซึ่งแพทย์หลายท่านจะไม่นับว่าเส้นเลือดขอดนี้เป็นโรค แต่ถือว่าเป็นอาการหรือภาวะที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดที่ขาไม่ดี

ถ้าลิ้นในเส้นเลือดปกติและทำงานได้ดี เมื่อเลือดไหลกลับขึ้นสู่หัวใจ ลิ้นจะปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลงมาที่ขาได้ แต่ถ้าลิ้นเกิดเสื่อมประสิทธิภาพหรือปิดไม่สนิทก็จะส่งผลให้เลือดไหลย้อนกลับลงมาคั่งอยู่ที่ขาและเกิดเป็นเส้นเลือดขอด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด

  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงขึ้นเนื่องจากการเสื่อมสภาพของลิ้นในเส้นเลือดและเซลล์ผนังเส้นเลือด ซึ่งจะพบโรคนี้มากกว่า 70% ของคนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป
  • เพศ ผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชายประมาณ 3 เท่า เนื่องจากการตั้งครรภ์ที่ส่งผลถึงการเพิ่มความดันในช่องท้อง และจากการมีภาวะหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ ซึ่งฮอร์โมนเพศจะมีส่วนช่วยในการคงความยืดหยุ่นของผนังเส้นเลือด
  • พันธุกรรมและเชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ได้สูงขึ้นประมาณ 2 เท่าในคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ และพบได้สูงในคนตะวันตกสูงกว่าคนเอเชีย ทั้งนี้อาจมีความสัมพันธ์กับอาหารที่รับประทาน (เส้นเลือดขอดพบได้ประมาณ 12% ของคนตะวันตก ส่วนอุบัติการณ์ที่พบในคนเอเชียจะต่ำกว่า)
  • อาชีพ อาชีพที่ต้องยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ หรือต้องยกของหนัก ๆ ทำให้เส้นเลือดมีเลือดคั่งมาก เช่น ทหาร ศัลยแพทย์ พยาบาลในห้องผ่าตัด ครู เป็นต้น
  • คนอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน (สูงเกินค่ามาตรฐาน) เพราะโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกินจะเพิ่มความดันในช่องท้องให้สูงขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงวัยทอง หรือแม้กระทั่งการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดก็อาจส่งผลทำให้เกิดเส้นเลือดขอดมากขึ้นได้
  • หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการมีปริมาณของเลือดที่เพิ่มขึ้นทำให้เส้นเลือดขยายตัว น้ำหนักของครรภ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเพิ่มความดันในช่องท้องและไปกดเส้นเลือด และจากการที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progestertone) เพื่อช่วยในการตั้งครรภ์ ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะทำให้ผนังเส้นเลือดดำเสียความยืดหยุ่นไป แต่อาการจะดีขึ้นหลังคลอดได้ประมาณ 3 เดือน (ยิ่งตั้งครรภ์มาแล้วหลายครั้งก็จะมีโอกาสเกิดเส้นเลือดขอดได้สูงมากขึ้น)
  • ท้องผูกเรื้อรัง เพราะต้องออกแรงเบ่งอุจจาระเป็นประจำจนส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของความดันในช่องท้องตลอดเวลา
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย ขาดการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือใช้ชีวิตที่สะดวกสบายเกินไป เพราะจะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อขาเสื่อมประสิทธิภาพ ซึ่งกล้ามเนื้อขาเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการช่วยพยุงเส้นเลือดดำและช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ขา
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดโดยเฉพาะบริเวณสะโพก ผู้ป่วยที่มีประวัติขาบวมหรือมีเส้นเลือดดำที่ขาอุดตันมาก่อนในอดีต ก็จะมีโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดขอดได้มากกว่าคนทั่วไปด้วย
  • การสัมผัสแสงเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยที่ใบหน้าได้ด้วย

อาการของเส้นเลือดขอด

อาการที่พบในระยะแรกเริ่มจะมองเห็นเส้นเลือดโป่งพองและคดเคี้ยวไปมา เห็นเป็นลายเส้นสีเขียวคล้ำใต้ผิวหนัง ลักษณะเหมือนตัวหนอนหรือไส้เดือน (โดยเฉพาะเวลายืน ส่วนจะมีจำนวนมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เป็น) โดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด

ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณน่อง (แต่อาจพบบริเวณใดก็ได้ที่อยู่ระหว่างตาตุ่มขึ้นไปถึงสะโพก) ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดกับขาทั้งสองข้างมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ในบางครั้งอาจเกิดกับขาเพียงข้างเดียวก็ได้ ถ้ามีสาเหตุมาจากการมีก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกรานที่กดทับเส้นเลือดดำในอุ้งเชิงกรานเพียงข้างเดียว หรือเกิดจากการมีภาวะเส้นเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือดเพียงข้างเดียว นอกจากนี้ ในหญิงตั้งครรภ์อาจพบเส้นเลือดขอดที่บริเวณช่องคลอดได้ด้วย

เมื่อเป็นมากขึ้นอาจทำให้มีอาการปวดหน่วงหรือปวดเมื่อยในบริเวณนั้น ๆ หรือมีอาการเท้าบวมหลังจากยืนเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็นและในขณะที่ผู้หญิงมีประจำเดือนหรือก่อนมีประจำเดือน 2-3 วัน และผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อนอนราบและยกขาขึ้นสูง

ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีผื่นคันขึ้นในบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด โดยเฉพาะตรงบริเวณใกล้ ๆ กับข้อเท้า และผิวหนังในบริเวณนั้นอาจออกเป็นสีคล้ำ ๆ

เส้นเลือดขอด IMAGE SOURCE : www.theveinclinic.com.sg

อาการของเส้นเลือดฝอยที่ขา

เส้นเลือดฝอยที่ขาจะมีขนาดเล็ก ๆ สีแดง สีเขียว หรือสีออกม่วง และอาจพบเกิดได้ที่บริเวณอื่นด้วยโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า

เส้นเลือดฝอยที่ขา IMAGE SOURCE : www.theveinclinic.com.sg

ภาวะแทรกซ้อนของเส้นเลือดขอด

โดยทั่วไปโรคนี้มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและไม่ทำให้เสียชีวิต แต่จะส่งผลถึงความสวยงาม จึงมีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในผู้หญิง ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้นอกจากความสวยงามแล้ว คือ อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยขา รู้สึกขาล้าหรือหนัก ๆ ที่ขา ขาบวม เป็นตะคริว เหน็บชา มีขากระตุก (โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการใช้ขาเป็นเวลานาน เช่น เวลานอน) มีอาการคันขาหรือเท้าโดยเฉพาะตรงข้อเท้า (เพราะผิวหนังได้รับการระคายเคืองจากการมีเลือดคั่ง)

  • อาจทำให้เกิดแผลบริเวณขาและเท้าได้ง่าย ซึ่งแผลที่เกิดจะหายได้ช้า เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี และถ้าแผลมีเลือดออก เลือดก็มักจะออกมากและหยุดไหลช้าเนื่องจากการมีความดันในเส้นเลือดดำที่สูงกว่าปกติ
  • หากหกล้มหรือถูกของมีคมบาดตรงบริเวณที่มีเส้นเลือดขอด อาจทำให้เกิดแผลเลือดออกรุนแรงได้
  • เมื่อมีเส้นเลือดขอดเรื้อรัง สีของเท้าจะคล้ำแดงขึ้นหรือออกดำคล้ำจากการคั่งของเลือด ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวหนังและของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณข้อเท้าอาจแข็งจากการแข็งตัวของไขมันใต้ผิวหนัง
  • ในรายที่เป็นรุนแรง ผิวหนังในบริเวณนั้นอาจแตกและกลายเป็นแผลเรื้อรัง เรียกว่า “แผลจากเส้นเลือดขอด” (Varicose ulcer)
  • ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการอักเสบของเส้นเลือดดำ (Thrombophlebitis) ซึ่งมักจะเป็นที่บริเวณผิว เรียกว่า “ภาวะเส้นเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด” (Deep vein thrombosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องรีบรักษา โดยมีอาการสำคัญคือขาบวมทันทีร่วมกับปวดขา

การวินิจฉัยโรคเส้นเลือดขอด

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเส้นเลือดขอดได้จากการซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย (โดยเฉพาะการตรวจเห็นเส้นเลือดขอดที่ขา ซึ่งก็จะเป็นตัวช่วยวินิจฉัยโรคนี้ได้ ซึ่งแพทย์จะตรวจดูเส้นเลือดขอดทั้งท่ายืนและท่านอน) โดยไม่มีความจำเป็นต้องตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม ยกเว้นในรายที่แพทย์คิดว่ามีภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้ป่วยมีแผลเรื้อรังที่ขา ขาบวม เคยมีประวัติการถูกยิงหรือถูกแทงที่ขา มีเส้นเลือดที่ขาข้างเดียวในขณะที่ขาอีกข้างยังปกติ มีเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก มีกระดูกหักนำมาก่อนที่จะมีเส้นเลือดขอด เป็นต้น

สำหรับในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยดังกล่าว การส่งตรวจพิเศษจะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยในการวางการรักษาได้อย่างถูกต้อง (การส่งตรวจพิเศษโดยทั่วไปสามารถตรวจได้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลที่เป็นสังกัดของโรงเรียนแพทย์ เป็นต้น) ซึ่งการตรวจพิเศษเพิ่มเติมนั้นมีดังนี้

  • การตรวจดูว่ามีการไหลย้อนกลับของเส้นเลือดดำหรือไม่ (Venous filling time)
  • การตรวจดูว่ามีการอุดตันของเส้นเลือดดำหรือไม่ (Maximum venous outflow)
  • การตรวจภาพเส้นเลือดและการไหลเวียนเลือดด้วยอัลตราซาวนด์ (Doppler ultrasound)
  • การตรวจด้วยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance venography – MRV) โดยเฉพาะในรายที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของเส้นเลือดดำส่วนลึก เช่น เคยมีประวัติขาบวมหรือมีแผลที่บริเวณข้อเท้า หรือมีลักษณะที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นเส้นเลือดขอดที่เป็นมาแต่กำเนิด เช่น Klippel–Trénaunay syndrome
  • การฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำที่ขอดแล้วเอกซเรย์ดูลักษณะของเส้นเลือด (Venography)
  • การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อดูการทำงานของเกล็ดเลือด

การรักษาเส้นเลือดขอด

การรักษาเส้นเลือดขอดมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาอาการ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อความสวยงาม (ทำให้ดูดีขึ้น) และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเส้นเลือดขอดมากขึ้น ซึ่งการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นเลือดขอด ดุลยพินิจของแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วย

  1. การรักษาเส้นเลือดขอดแบบไม่ต้องผ่าตัด (Conservative treatment) เป็นการเฝ้าระวังอาการและป้องกันไม่ให้อาการเป็นมากขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดขอดขนาดเล็กมากหรือเป็นเส้นเลือดฝอยที่ขาขนาดเล็ก ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือน้อยกว่า โดยการใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอด (Compression stocking) ตลอดเวลาที่ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ยืน เดิน นั่ง ยกเว้นในขณะนอนที่ไม่ต้องใส่ (ถุงน่องนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากถุงน่องทั่วไป คือ จะมีความดันที่บริเวณข้อเท้าประมาณ 20-25 มม.ปรอท ส่วนที่น่องและใต้เข่าจะมีความดันน้อยลงมาตามลำดับ จึงช่วยทำให้เลือดที่อยู่บริเวณขาไหลเวียนได้ดีขึ้น) และในขณะที่นอนให้ยกปลายเท้าให้สูงกว่าระดับหน้าอกประมาณ 30 องศาด้วย (อาจใช้หมอนหรือผ้าหนุนปลายเท้าให้สูงขึ้นก็ได้) เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและช่วยให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองตามข้อ 8 ด้วย
  2. การฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำที่ขอดเพื่อให้เส้นเลือดตีบตัน (Sclerotherapy) สามารถรักษาได้ทั้งเส้นเลือดขอดและเส้นเลือดฝอยที่ขา โดยจะเป็นการฉีดยา (ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการทำลายผนัง (Endothelium) ของเส้นเลือดขอด) เข้าไปในเส้นเลือดดำที่ขอดเพื่อทำให้ผนังเส้นเลือดบวมและติดกันจนเลือดไม่สามารถไหลผ่านไปได้และเกิดการแข็งตัวจนตีบตันในที่สุด เพียง 2-3 สัปดาห์เส้นเลือดขอดที่โป่งพองก็จะยุบและจางหายไป โดยยาหรือสารเคมีที่แพทย์นำมาใช้ฉีดก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่ชนิดที่ใช้บ่อย ๆ จะมีชื่อว่า “เอธอกซีสเครอล” (Aethoxysklerol inj) ซึ่งมีความเข้มข้นตั้งแต่ 1-3%
  3. การผ่าตัดเอาเส้นเลือดขอดออก (Varicose vein stripping) เป็นวิธีการผ่าตัดแบบดั้งเดิมและยังคงเป็นการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยเส้นเลือดขอด โดยจะเป็นการผ่าตัดดึงเอาเส้นเลือดที่ขอดออกไปตลอดทั้งเส้นเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก วิธีนี้จะเหมาะสำหรับการรักษาเส้นเลือดขอดที่มีขนาดใหญ่และมีขนาดยาวมาก ๆ และไม่สามารถรักษาได้ด้วยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำที่ขอดได้
  4. การรักษาเส้นเลือดขอดด้วยเลเซอร์ เป็นการรักษาด้วยเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 1,064 นาโนเมตร (Nd:YAG laser) ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการรักษาที่ไม่ทำให้เกิดบาดแผลและไม่มีแผลเป็น สามารถรักษาเส้นเลือดขอดได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว เหมาะสำหรับเส้นเลือดขอดที่มีขนาดเล็กกว่า 3 มิลลิเมตร และผู้ป่วยที่กลัวการฉีดยาหรือการผ่าตัด (ส่วนผู้ที่เป็นเส้นเลือดฝอยที่บริเวณใบหน้าและขาก็สามารถใช้เลเซอร์รักษาได้ด้วยเช่นกัน แต่เส้นเลือดฝอยควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2 มิลลิเมตร เพราะหากมีขนาดใหญ่กว่าการรักษาด้วยเลเซอร์จะไม่ได้ผลหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ในเวลาอันรวดเร็ว) โดยแสงเลเซอร์จะมีความยาวคลื่นจำเพาะที่สามารถยิงผ่านผิวหนังชั้นบนลงไปในบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดงได้รับความร้อนจากเลเซอร์จะไปทำลายผนังเส้นเลือดให้ย่อยสลายและหายไป แต่ในระหว่างการยิงเลเซอร์นั้นผิวหนังจะเกิดความร้อน ซึ่งบรรเทาด้วยระบบทำความเย็นของหัวยิงเลเซอร์ (จะมีแก๊สเย็นออกมาพร้อมกับเลเซอร์เพื่อให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบน โดยไม่ทำลายผิวหนังบริเวณข้างเคียง)
    • ในขณะที่ทำผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (เหมือนมียางมาดีดที่ผิวหนัง) จึงไม่ต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ แต่ถ้าทนไม่ได้ก็อาจทายาก่อนการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง
    • ทันทีหลังการรักษาผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 2-3 วัน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดรอยช้ำหรือผิวหนังไหม้พองได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีผิวคล้ำ ซึ่งรายละเอียดสามารถปรึกษาได้กับแพทย์ผู้ทำการรักษา
    • ภายหลังการรักษาผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาอาจเกิดรอยแดงหรือรอยช้ำ ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่ทำให้เกิดบาดแผลและไม่มีแผลเป็น
    • การใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอดหรือการใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดจะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น
    • โดยทั่วไปภายหลังการรักษาผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติทันที แต่ขอแนะนำว่า ใน 24 ชั่วโมงแรก ควรงดการออกกำลังกายที่ต้องใช้กำลังมากและการแช่อาบน้ำอุ่นออกไปก่อน, ใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอดหรือการใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดร่วมด้วยเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์ เพราะจะช่วยทำให้ผลการรักษาดีขึ้น, ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดแรง ๆ โดยตรง พร้อมทั้งทาครีมกันแดดเมื่อต้องถูกแสงแดดบริเวณผิวหนังที่ทำการรักษาในช่วง 2 สัปดาห์แรก
    • การรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่สามารถใช้รักษาเส้นเลือดขอดที่มีขนาดใหญ่หรือคดเคี้ยวได้ รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาก็ยังคงมีราคาแพงมาก
    • ส่วนใหญ่การรักษาด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องทำหลายครั้ง (ทุก ๆ 6-12 สัปดาห์) โดยทั่วไปแล้วจะต้องใช้เวลาในการรักษานานหลายปี ซึ่งจำนวนครั้งของการเข้ารับการรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และความลึกของเส้นเลือด และผู้ป่วยแต่ละรายอาจตอบสนองต่อการรักษาได้แตกต่างกันไป ดังนั้นจำนวนครั้งที่ทำจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเป็นหลัก

      รักษาเส้นเลือดขอดด้วยเลเซอร์ IMAGE SOURCE : www.youtube.com (by Pankaj Karan)

    • นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเลเซอร์ชนิดที่สอดเข้าไปในเส้นเลือด (Endovenous laser ablation – EVLA) เพื่อใช้รักษาเส้นเลือดขอดที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งพบว่าได้ผลดีถึงร้อยละ 94%

      รักษาเส้นเลือดขอด IMAGE SOURCE : varicoseveins.org, www.laserlipoandveins.com

  5. การรักษาด้วยเลเซอร์แบบพิเศษที่มีช่วงคลื่นต่ำ (Low level laser therapy) เป็นวิธีที่ช่วยบำบัดอาการเส้นเลือดขอดโดยการลดอาการบวมน้ำจากการคั่งของเส้นเลือดดำ โดยจะเป็นการส่งพลังงานเข้าไปที่ตำแหน่งของเส้นเลือดดำ โดยเฉพาะบริเวณเส้นเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ที่มีปัญหา ซึ่งพลังงานจะเข้าไปทำให้เกิดการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จึงช่วยลดอาการบวมน้ำจากการคั่งของเส้นเลือดดำกรณีเส้นเลือดขอด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ข้อดีของการบำบัดด้วยวิธีนี้คือ ไม่ต้องฉีดยาชา ไม่ทำให้เกิดแผล ทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ สามารถบำบัดได้ทั้งอาการของเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย แต่หลังทำเสร็จจะต้องใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอดร่วมด้วยเหมือนการรักษาอื่น ๆ
  6. การรักษาเส้นเลือดขอดโดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation – RFA) เป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ใช้หลักการเดียวกับการรักษาด้วยเลเซอร์ และไม่ต้องทำการผ่าตัดเปิดแผล แต่แพทย์จะใช้วิธีเจาะผ่านรูเข็มขนาดเล็ก แล้วใส่ขดลวด (สาย Fiberoptic) เข้าไปสลายเส้นเลือดขอดที่มีปัญหา โดยเครื่องจะแปรพลังงานจากคลื่นวิทยุนั้นมาเป็นความร้อน (ค่าความร้อนอยู่ที่ประมาณ 120 องศาเซลเซียส) โดยความร้อนในระดับนี้จะทำให้เส้นใยของคอลลาเจนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของผนังเส้นเลือดดำนั้นฝ่อตัวลงไปในที่สุด ภายหลังการรักษาเส้นเลือดขอดจะยุบลง 50% และอีกใน 6-8 สัปดาห์จะยุบตัวลงอีก 90-100% และจากการติดตามผลการรักษาในระยะ 2-4 ปี ก็พบว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้มากประมาณ 5-10% และจะเป็นแค่เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการฉีดยา
  7. ยารับประทานบรรเทาอาการเส้นเลือดขอด เพราะมีการวิจัยออกมาว่า การรับประทานยาในกลุ่มไดออสมิน (Diosmin) และเฮสเพอริดิน (Hesperidin) จะทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการอักเสบให้ลดลงและทำให้ลิ้นในเส้นเลือดกลับมาเป็นปกติได้ โดยเฉพาะในเส้นเลือดขอดที่มีขนาดเล็ก ๆ ดังนั้น ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะแรกยานี้ก็อาจช่วยรักษาให้หายได้ แต่ถ้ามารักษาตอนระยะที่เป็นเส้นเลือดขอดรุนแรงแล้วจะต้องมีการรักษาอื่น ๆ เสริมนอกจากการใช้ยาดังกล่าวที่จะให้เพื่อยับยั้งการเป็นมากขึ้นด้วย เช่น การฉีดยา หรือการใช้คลื่นวิทยุทำลายเส้นเลือดขอดเหล่านั้น ส่วนครีมหรือยาทาเพื่อรักษาเส้นเลือดขอดนั้นยังไม่มีงานวิจัยในมนุษย์ว่าได้ผลเป็นที่ชัดเจน เพียงแต่จะช่วยบรรเทาอาการปวดบวมได้เท่านั้น จึงไม่ขอแนะนำ
  8. คำแนะนำในการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเส้นเลือดขอด โดยเฉพาะในผู้ที่เริ่มเป็นหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
  9. ในรายที่เกิดมีแผลจากเส้นเลือดขอด ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ถ้าแผลมีขนาดเล็ก ควรชะล้างแผล ทำแผลทุกวัน ร่วมกับให้ผู้ป่วยยกเท้าสูง และใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอด (หรืออาจรัดเท้าด้วยผ้ายืดก็ได้) ก็อาจช่วยให้แผลหายได้ แต่ถ้าแผลมีขนาดใหญ่ การรักษาอาจต้องผ่าตัดเส้นเลือดขอดออก และอาจต้องรักษาแผลโดยวิธีปลูกถ่ายผิวหนัง (Skin graft) คือ การนำผิวหนังจากส่วนอื่นมาแปะแทน
  10. เพื่อป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดซ้ำ ควรป้องกันและหลีกเลี่ยงหรือลดปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดเส้นเลือดขอด ร่วมกับการปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตนเองในข้อ 8 โดยเฉพาะการใส่ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอดในกรณีที่ต้องยืนหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

การป้องกันเส้นเลือดขอด

แม้เราจะไม่สามารถป้องกันเส้นเลือดขอดหรือเส้นเลือดฝอยที่ขาได้อย่าง 100% แต่ก็สามารถลดการเกิดเส้นเลือดขอดใหม่และป้องกันมิให้เส้นเลือดขอดที่เป็นอยู่ใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ดังที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อปัจจัยเสี่ยง ที่สำคัญ คือ

  1. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน ๆ ให้เปลี่ยนเท้าที่ยืนบ่อย ๆ (หากต้องนั่งนานให้ลุกขึ้นเดินทุก ๆ 30 นาที หรือยกเท้าให้สูงทุกครั้งที่มีโอกาส) ส่วนการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
  2. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบไหลเวียนเลือดดี และลดการเกิดเส้นเลือดขอดได้
  3. ควบคุมน้ำหนักเพื่อไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  4. ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่น โดยเฉพาะกางที่ฟิตและรัดบริเวณขาหนีบและเอว
  5. ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
  6. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดและสวมเครื่องป้องกันแสงแดด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่อาจทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยได้
  7. ลดการรับประทานอาหารเค็มเพื่อป้องกันอาการบวม และรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
  1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “หลอดเลือดขอดที่ขา (Varicose vein)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 712-713.
  2. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 239 คอลัมน์ : คำถามที่ท่านควรรู้ในเวชปฏิบัติทั่วไป.  “เส้นเลือดขอด”.  (นพ.วีรพัฒน์ สุวรรณธรรมา, พญ.ปิยนุช พูตระกูล).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th.  [25 ม.ค. 2017].
  3. หาหมอดอทคอม.  “หลอดเลือดขอด หลอดเลือดขาขอด หลอดเลือดดำขอด (Varicose vein)”.  (ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [25 ม.ค. 2017].
  4. Siamhealth.  “เส้นเลือดขอด varicose vein”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net.  [26 ม.ค. 2017].
  5. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์.  “การรักษาเส้นเลือดฝอยที่ขาด้วยเลเซอร์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.bumrungrad.com.  [26 ม.ค. 2017].
  6. โรงพยาบาลวิภาวดี.  “โรคเส้นเลือดขอด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.vibhavadi.com.  [27 ม.ค. 2017].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)

เรื่องที่น่าสนใจ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://medthai.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%94/
ขอขอบคุณ : https://medthai.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%94/