“ชาร์โคล” ประโยชน์ต่อ “ผิวสวย” ที่คุณอาจไม่รู้

8 ก.ค. 2563 19:00 น.

“ชาร์โคล” อีกหนึ่ง Key Ingredient ที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยคุณสมบัติทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับ ทำให้ชาร์โคลดูน่าเชื่อถือในแวดวงความงามด้วยเช่นกัน แถมยังไม่ได้ฮอตฮิตแค่ในสกินแคร์ แต่ยังลามไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ไม่เว้นแม้แต่ยาสีฟัน แสดงว่าเค้าต้องมีดีแน่ๆ ทีเดียวเชียว หลายๆ แบรนด์ถึงหยิบไปเป็นส่วนผสมที่สร้างจุดขายได้ ว่าแล้วก็อย่ารอช้า ลองมาทำความรู้จักกับชาร์โคลให้มากขึ้นกันหน่อยดีกว่า

ทำความรู้จัก “ชาร์โคล”

“ชาร์โคล” คือผงถ่านที่ผ่านความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส จึงสะอาดปลอดเชื้อ และถูกผลิตให้มีผิวสัมผัสที่เหมาะสำหรับการดูดซับสิ่งต่างๆ ได้ดี ทางการแพทย์ “ชาร์โคล” ถูกใช้ในการดูดซับสารพิษเพื่อรักษาโรคหลายชนิด สำหรับโลกแห่งความงาม ชาร์โคลเป็นส่วนผสมที่พบมากในมาสก์, สบู่ล้างหน้า, ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว, ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นกาย และทรีตเมนต์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะ ทั้งยังมีจำหน่ายเป็นแบบชาร์โคลบริสุทธิ์ ที่ไม่ผสมกับอะไรเลย โดยมาในรูปแบบผงหรือแบบเม็ด

ประโยชน์ของ “ชาร์โคล” ต่อผิวพรรณ

ถึงแม้สีสันจะดูเลอะเทอะไปสักหน่อย แต่ “ชาร์โคล” ช่วยรักษาสิวและกำจัดของเสียออกจากผิวได้นะจ๊ะ เพราะเค้าสามารถขจัดคราบน้ำมันส่วนเกินและฝุ่นละอองต่างๆ โดยการทำหน้าที่เหมือนแม่เหล็กคอยดักจับสิ่งสกปรกตกค้างบนผิวหน้า เพื่อให้การชะล้างทำความสะอาดเป็นไปได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้วชาร์โคลยังมีประโยชน์ในการช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนโยน รวมถึงช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลงได้อีกด้วย และด้วยคุณสมบัติที่ว่ามา “ชาร์โคล” จึงเหมาะกับสาวๆ ที่มีผิวมัน รูขุมขนกว้างและมีปัญหาเรื่องสิว ชนิดที่เรียกว่าเค้าเกิดมาเพื่อคุณเลยก็ว่าได้

แต่ MIRROR ต้องแอบกระซิบไว้นิดนึงว่า คลีนเซอร์หรือมาสก์จำนวนมากที่มีส่วนผสมของชาร์โคลที่บอกว่ามีสรรพคุณในการช่วยลดปัญหาสิวได้นั้น ถ้าเราสังเกตให้ดี ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักมีส่วนผสมอย่างอื่นที่มีคุณสมบัติในการรักษาสิวควบคู่มากับชาร์โคลด้วย เช่น Salicylic Acid ที่เรารู้กันดีว่าช่วยขจัดไขมันออกจากรูขุมขนได้อย่างหมดจด, Kaolin ที่ดูดจับไขมันได้ดี หรือสารสกัดจากผลไม้ต่างๆ ที่ช่วยลดความมันของผิวหน้า ดังนั้นจึงอาจจะยังสรุปไม่ได้แบบ 100% ว่า ชาร์โคลเพียงอย่างเดียวจะมีคุณสมบัติดังกล่าวหรือไม่

ผลข้างเคียงและวิธีใช้ “ชาร์โคล”

การใช้ “ชาร์โคล” ในด้านความสวยความงาม ไม่ส่งผลเสียหรือมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เพราะชาร์โคลไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการแพ้แต่อย่างใด แต่ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนะจ๊ะ เพราะตามที่บอกไปข้างต้นว่าในสกินแคร์ที่วางจำหน่ายกันอยู่ มักมีส่วนผสมอย่างอื่นผสมมาพร้อมกับชาร์โคลด้วย ดังนั้น Lady MIRROR ก็ควรพึงระวังถึงสารตัวอื่นๆ ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงอะไรกับตัวคุณรึเปล่า

“ชาร์โคล” ทำงานโดยผ่านการสัมผัสกับพื้นผิวเพื่อกำจัดสารพิษและนำ้มันบนผิวหน้า เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ผลดี จึงควรให้เวลาชาร์โคลในการออกฤทธิ์ โดยอาจจะทาทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ข้างกล่องของผลิตภัณฑ์นั้นๆ และถึงแม้ชาร์โคลจะสามารถนำมารับประทานได้ แต่เพื่อผลลัพธ์ทางผิวพรรณ เช่น การรักษาสิวหรือลดความมันบนใบหน้า MIRROR แนะนำให้ใช้แบบทาภายนอกเท่านั้นนะ ไม่ควรใช้แบบรับประทานเพราะจะเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

“ชาร์โคล” เป็นส่วนผสมที่ไม่เพียงน่าสนใจด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ยังปลอดภัยไร้ผลข้างเคียงอีกด้วย จะว่าไป MIRROR ก็ไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะทำให้เราไม่ลองใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ “ชาร์โคล” ดูสักครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องความสวยความงาม คุณสาวๆ คงพร้อมที่จะเปิดโอกาสและมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เราสวยขึ้นอยู่เสมอๆ ใช่มั้ยล่ะ.

MIRROR Picks

by วัชรพงษ์ กาญจนกฤต (ฮ้อ)

หนุ่มหน้าตี๋ ดีกรีช่างแต่งหน้าทำผมจากออสเตรเลีย พร้อมตำแหน่งช่างภาพสายแฟชั่นอีกหนึ่งความสามารถ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1884596
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1884596

5 ท่า “ออกกำลังกาย” ด้วยเก้าอี้แก้ “ออฟฟิศซินโดรม”

9 ก.ค. 2563 14:30 น.

“ออฟฟิศซินโดรม” สัญญาณอันตรายของผู้หญิงวัยทำงาน Lady MIRROR คนไหนกำลังปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดไหล่อยู่บ้าง…ขอให้ยกมือขึ้นค่ะ! คุณรู้หรือไม่นี่คือปัญหาหลักที่สาวออฟฟิศทุกคนต้องเผชิญ เพราะการนั่งทำงานติดโต๊ะนานๆ โดยที่ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเลย ถือเป็นการทำร้ายร่างกายทางอ้อมโดยที่สาวๆ ไม่รู้ตัว ทั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละวัน สาวๆ จะต้องนั่งทำงานถึง 7-8 ชั่วโมง ขณะที่บางคนอาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ดังนั้นการนั่งทำงานก็ดี นั่งดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์นานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและบ่า ต้องรับภาระหนัก ทำให้เกิด “ออฟฟิศซินโดรม” ตามมา เทรนเนอร์จากฟิตเนสเฟิรส์ทประเทศไทยได้ให้ข้อมูลกับเราว่า จากปัญหาดังกล่าวเราจำเป็นต้องกระตุ้นร่างกายให้มีการยืดเหยียดบ้าง ขณะที่กล้ามเนื้อหน้าท้อง ก้น และต้นขาด้านหลัง มักจะอ่อนแรงเพราะไม่ค่อยได้ขยับตัว เราจึงต้องเสริมให้แข็งแรงขึ้น ด้วย 5 ท่า “ออกกำลังกาย” ที่จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และช่วยให้นั่งทำงานสบายขึ้น พร้อมกันนี้ยังช่วยปรับบุคลิกภาพให้ดูดี โดยใช้เก้าอี้นั่งทำงานเป็นตัวช่วย มาดูกันเลยว่า 5 ท่าออกกำลังกายที่สาวๆ นั่งทำงานติดโต๊ะ สามารถทำได้ง่ายๆ มีท่าอะไรกันบ้าง

รวม 5 ท่า “ออกกำลังกาย” ด้วยเก้าอี้แก้ “ออฟฟิศซินโดรม”

ท่าที่ 1 – ยืดกล้ามเนื้อหน้าอก

เริ่มกันที่ท่า “ออกกำลังกาย” แก้ “ออฟฟิศซินโดรม” ท่าแรกแบบเบาๆ ด้วยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วใช้มือสองข้างประสานกันไว้ที่ด้านหลัง จากนั้นค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นให้ตึง พร้อมกับหายใจเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่กลั้นหายใจ ควรทำท่านี้อย่างน้อย 2 เซ็ต เซ็ตละ 20-30 วินาที นอกจากนี้ยังสามารถลุกขึ้นมายืนแขนยืดขา พร้อมกับงอเข่าตามภาพเพื่อยืดเส้นขาหลังจากที่นั่งทำงานเป็นเวลานานๆ

ท่าที่ 2 – ยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่า

ให้สาวๆ นั่งบนเก้าอี้ โดยใช้มือข้างใดข้างหนึ่งแตะไปที่บริเวณด้านหลังศีรษะ แล้วค่อยๆ กดศีรษะลงด้านเดียวกับมือข้างที่กด จากนั้นให้นำมืออีกข้างหนึ่งไพล่หลังเพื่อล็อกไว้ โดยให้สายตามองที่พื้น ทำท่านี้ค้างไว้ประมาณ 20 วินาที จะรู้สึกตึงบริเวณไหล่และคอ จากนั้นทำสลับอีกข้างนับเป็น 1 เซ็ต ทำสัก 2-3 เซ็ต จะช่วยให้ร่างกายช่วงบนทั้งหมดผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้น อีกหนึ่งทางเลือกก็ยกขาลอยเหนือพื้น แล้วหันตัวไปด้านข้างๆ สลับกัน ก็ช่วยได้เช่นกัน

ท่าที่ 3 – กระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบน

เริ่มจัดท่านั่งบนเก้าอี้โดยให้หลังตั้งตรง จากนั้นเหยียดแขนและมือทั้งสองข้างไปด้านหน้า แล้วค่อยๆ ดึงข้อศอกไปด้านหลัง ในระหว่างการดึงต้องพยายามบีบสะบักหรือหลังเข้าหากัน และโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อให้ตึงหรือเกร็งไว้ อย่าปล่อยหัวไหล่ลง ทำสัก 15-20 ครั้ง ท่านี้นอกจากจะยืดกล้ามเนื้อช่วงกลางลำตัวแล้วยังช่วยปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้นด้วย

ท่าที่ 4 – บริหารแกนกลางลำตัว

ท่า “ออกกำลังกาย” นี้เป็นการบริหาร “หน้าท้อง” ที่อ่อนแรงด้วย “ท่าแพลงก์บนเก้าอี้” เริ่มจากวางแขนทั้งสองข้างไว้บนเก้าอี้ และยืดขา มาด้านหลัง โดยให้ลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นเกร็งสะโพกและหน้าท้องเอาไว้ และที่สำคัญคือ ต้องไม่หย่อนสะโพกลง หรือยกสะโพกสูงเกินไป แต่พยายามให้แกนกลางลำตัวและสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน แล้วหายใจเข้า-ออกต่อเนื่อง ทำค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที จะช่วยให้หน้าท้องและสะโพกแข็งแรงขึ้น

ท่าที่ 5 – บริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และต้นขา

ท่าออกกำลังกายแก้ “ออฟฟิศซินโดรม” ท่าสุดท้าย เป็นการเวิร์กเอาต์ด้วย “ท่าซูโม่ สควอช” เพื่อบริหารกล้ามเนื้อ ก้น สะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงขึ้น เริ่มด้วยท่านั่งหลังตรงบนเก้าอี้ งอแขนทั้งสองข้างขึ้น เปิดปลายเท้าออกด้านนอก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พร้อมกับเกร็งช่วงสะโพกไปพร้อมๆ กัน จากนั้นนั่งลงช้าๆ บนเก้าอี้ตามเดิม ระหว่างที่กำลังลุกขึ้นยืนและนั่งท่านี้ ต้องอย่าให้เข่าชิดกัน ทำท่านี้ติดต่อกัน 15-20 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

เอาล่ะค่ะ…สาวๆ มาออกกำลังกายพร้อมๆ กัน กับ 5 ท่า “ออกกำลังกาย” ด้วยเก้าอี้ ใช้เวลาไม่นาน แถมยังใช้อุปกรณ์แค่เก้าอี้เพียง 1 ตัวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามขอให้ใช้เก้าอี้ที่ไม่ใช่ล้อเลื่อนนะคะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อออกกำลังกายด้วย 5 ท่านี้แล้ว หรือจะทำตามรูปภาพ ก็จะช่วยแก้ปัญหา “ออฟฟิศซินโดรม” และช่วยปรับบุคลิกภาพของคุณสาวๆ ให้ดูดีขึ้นอย่างแน่นอน แถมลดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ไหล่ห่อ หรือหลังค่อมได้อีกด้วย อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ อาการปวดหลัง จากการทำงานได้ที่นี่

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1884815
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1884815

เช็กอาการ “ปวดหลัง” สัญญาณบ่งบอกโรค

8 ก.ค. 2563 14:14 น.

อาการ “ปวดหลัง” อาการที่ทำให้ Lady MIRROR หลายคนได้รับผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับสาวๆ วัยทำงาน ที่ต้องนั่งจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ จนไม่มีการลุกขึ้นไปพักสายตาเลย ทั้งนี้อาการดังกล่าวก็ยังปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนๆ เช่น ลุก นั่ง เดิน หรือนอน จนบ่อยครั้งเราเองอาจไม่ทราบสาเหตุของการปวดนั้นได้เลย ขณะที่บางทีก็ไม่รู้จะรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีไหนดี มาค่ะ…วันนี้ MIRROR จะพาทุกคนไปรู้จักอาการปวดหลัง ว่า “ปวดหลัง” แต่ละแบบถือเป็นสัญญาณบ่งบอกโรคหรือไม่?

อาการ “ปวดหลัง” สัญญาณบ่งบอกโรค

สาเหตุทั่วไปของการ “ปวดหลัง

อาการ “ปวดหลัง” คืออาการเจ็บหรือปวดบริเวณหลัง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยเช่นเดียวกับอาการปวดหัว ทั้งนี้อาการปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ยิ่งในปัจจุบันจะพบมากขึ้นในสาวๆ วัยทำงาน จากการทำงานติดโต๊ะโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถนั่นเอง ทั้งนี้งหากปวดมากอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย สาเหตุทั่วไปที่ทำให้เกิดอาการ “ปวดหลัง” โดยทั่วไปมักเกิดจากพฤติกรรม เช่น การนั่งมากเกินไป การยกของหนัก หรือออกกำลังกายมากเกินไป ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นในลักษณะปวดเมื่อย รู้สึกกล้ามเนื้อตึงเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่มีอาการปวดร้าวไปลงไปที่ ขา ก็อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทก็ได้

อาการปวดหลัง บ่งบอกโรค

ปวดหลังร้าวลงขา ปวดเมื่อไอหรือจาม – โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการ “ปวดหลัง” แบบร้าวลงขา หรือปวดเมื่อไอหรือจาม ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการก้มๆ เงยๆ ยกของหนัก นั่งทำงานอยู่ในท่านั่งเดิมเป็นเวลานาน แล้วไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงความเสื่อมตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นอาการออฟฟิศซินโดรม ทั้งนี้ถ้าหากปล่อยไว้นาน อาจเป็นอาการที่บ่งบอกถึง “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” อันเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลัง ปลิ้นออกมาไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง หรือรากประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังรุนแรง ปวดมากจนไม่อาจขยับตัวได้ โดยการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดเมื่อไอ จาม เบ่งถ่ายขณะเข้าห้องน้ำ รู้สึกชาขา แอ่นหลังหรือก้มหลังแล้วรู้สึกปวดร้าวลงขามากขึ้น ปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง

ปวดตึงหลังเฉียบพลัน ปวดหลังบริเวณกว้าง – กล้ามเนื้อหลังอักเสบอักเสบเฉียบพลัน

“ปวดหลัง” แบบตึงหลังเฉียบพลัน ปวดหลังบริเวณกว้าง มักเกิดขึ้นจากการที่กล้ามเนื้อหลังของเรา ถูกใช้งานมากเกินไป เกิดอุบัติเหตุโดนกระแทกที่หลังโดยตรง จนทำให้ “กล้ามเนื้อหลังอักเสบอักเสบเฉียบพลัน” ทันที ทั้งนี้โรคนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของกระดูกสันหลังโดยตรง แต่เกิดจากกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งภาวะกล้ามเนื้อหลังอักเสบอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการคล้ายๆ กับหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่ไม่มีอาการปวดร้าวลงขา อาการที่พบบ่อยๆ คือ ปวดเกร็งหลัง จนต้องแอ่นหลังตลอดเวลา และกล้ามเนื้อหลังหดเกร็งเป็นลำชัดเจน

ปวดหลังแบบขัดๆ ภายในข้อ ก้มหลังได้ไม่สุด – โรคกระดูกสันหลังเสื่อม

อาการปวดหลังแบบขัดๆ ภายในข้อ ก้มหลังได้ไม่สุดจะรู้สึกตึงๆ ขัดๆ ที่หลังในขณะที่ก้ม หากกระดูกสันหลังทรุดมาก อาจจะทำให้กล้ามเนื้อหลังหดเกร็งค้าง จนนำไปสู่อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อหลังอักเสบ จนเป็นสัญญาณของ “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ซึ่งในช่วงแรกๆ มักจะไม่มีอาการปวดใดๆ จนเมื่อมีอาการปวดหลัง เนื่องจากข้อต่อที่ทำหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังชิ้นบนกับชิ้นล่าง เกิดเสื่อมลงมากจนทรุดตัว ถึงจะเริ่มมีอาการปวดหลัง ทั้งนี้อาจต้องเอกซเรย์จึงทำให้ทราบว่าเป็นโรคนี้

ปวดหลังเหนือบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง – โรคไต นิ่ว

อาการปวดหลังบริเวณเหนือบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง มักเกิดจากความผิดปกติภายใน เช่น โรคไต โรคนิ่วในถุงน้ำดีหรือมีถุงน้ำในไต ทำให้ไตทำงานได้น้อยลง ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ไตติดเชื้อ ไตวายเรื้อรัง จนถึงขั้นไตหยุดทำงานถาวร นอกจากนี้โรคกระเพาะ ลำไส้ มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ก็ส่งให้เกิดอาการปวดหลังบริเวณนี้เช่นกัน แต่โรคเหล่านี้มักจะมีอาการปวดท้องควบคู่กันด้วย สาวๆ เองอาจต้องระมัดระวังอาการ “ปวดหลัง” เหล่านี้ไว้ด้วยนะจ้ะ

ปวดหลังไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ – วัณโรคกระดูกสันหลัง

ทั้งนี้ เมื่อสาวๆ เกิดอาการ “ปวดหลัง” และมัก “มีไข้” ขึ้นตอนกลางคืน โดยที่ผู้ป่วยจะปวดหลังแบบไม่ทราบสาเหตุ ซีด และร่างกายโดยรวมอ่อนเพลีย อาจมีการติดเชื้อบางอย่าง เช่น แบคทีเรีย หรือวัณโรคกระดูกสันหลัง ซึ่ง “วัณโรคกระดูกสันหลัง” เกิดจากเชื้อวัณโรคชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นวัณโรคปอด หรือที่ต่อมน้ำเหลือง ต่อมาเชื้อแพร่กระจายไปที่กระดูก โดยเฉพาะกระดูกสันหลังทางระบบท่อน้ำเหลืองหรือหลอดเลือดดำ เข้าสู่ส่วนหน้าของกระดูกสันหลังส่วนที่ติดกับหมอนรองกระดูกสันหลัง แล้วเข้าไปทำลายกระดูกและหมอนรองกระดูก เมื่อถูกทำลายจะทำให้กระดูกยุบตัว หลังโก่งงอ มีหนองหรือเศษกระดูกหมอนรองกระดูกเลื่อน และเมื่อเข้าสู่ช่องไขสันหลัง จะเกิดการกดทับประสาทที่ไขสันหลัง จนทำให้เป็นอัมพาตที่ขา แต่ถ้าเป็นวัณโรคที่กระดูกและเกิดมีพยาธิสภาพเช่นเดียวกันก็จะให้เกิดอัมพาตที่แขนได้ หากปวดแบบนี้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด เพื่อตรวจและทำการรักษาโรคต่อไป

อย่างไรก็ตามสาวๆ ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนะคะ หากแค่มีอาการ “ปวดหลัง” ตามปกติ แล้วรู้สาเหตุอย่างเช่น เรานั่งนานเกินไป หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ แนะนำให้รีบขยับร่างกาย เปลี่ยนอิริยาบถทันที เพียงเท่านี้เราก็ไม่เข้าข่ายเป็นโรคต่างๆ แล้ว นี่คือวิธีการป้องกันโรคภัยที่อาจเกิดจากอาการปวดหลังได้

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1880199
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1880199

มี “สิว” เช็กด่วน เครื่องสำอางคุณมี 7 ส่วนผสมนี้หรือเปล่า

7 ก.ค. 2563 19:00 น.

สาวๆ ที่มีผิวหน้าที่มีแนวโน้มจะเป็นสิวง่าย จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เครื่องสำอางมากกว่าคนทั่วๆ ไปที่ไม่มีปัญหาสิว เพราะคงอารมณ์เสียสุดๆ ถ้าต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอางราคาแพง แต่ใช้แล้วกลับทำให้ผิวหน้าเยินไปด้วยสิว หลักการง่ายๆ ที่ใช้ในการสังเกตเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดสิวก็คือ มันมักเป็นสูตร “Comedogenic” ซึ่งแปลว่า มีโอกาสในการทำให้รูขุมขนอุดตันและเป็นที่มาของสิว ดังนั้นสาวๆ ที่เป็นสิวง่ายควรเลือกใช้เฉพาะเมคอัพสูตร “Non Comedogenic” แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีกที่สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ เราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรกันบ้าง (ไอเทมปราบสิว เครียดแค่ไหนก็เอาอยู่!)

1. น้ำมันสกัดจากธรรมชาติต่างๆ

น้ำมันที่อาจก่อให้เกิดสิว ได้แก่ น้ำมันสกัดที่ได้จากอัลมอนด์, อะโวคาโด หรือแม้แต่น้ำมันมะพร้าวที่ได้รับความนิยมและเป็นส่วนผสมที่อยู่ในเครื่องสำอางและสกินแคร์สายออร์แกนิกหลายๆ ยี่ห้อ MIRROR แนะนำว่าเราอาจจะต้องปรับความคิดเสียใหม่ว่า อะไรที่ได้จากธรรมชาติก็สามารถสร้างผลเสียต่อผิวพรรณได้เช่นกัน เพราะน้ำมันสกัดที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสามารถอุดตันรูขุมขนได้ง่าย สาวๆ ที่มีปัญหาสิวจึงควรหลีกเลี่ยง แต่อาจเลือกใช้น้ำมันที่ไม่ค่อยก่อให้เกิดการอุดตันแทน เช่น น้ำมันกัญชง, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันดอกคำฝอย, น้ำมันอาร์แกน และน้ำมันโจโจ้บา

2. ซิลิโคน

“ซิลิโคน” พบมากในเครื่องสำอางประเภทไพรเมอร์ที่ช่วยอำพรางรูขุมขน ด้วยคุณสมบัติที่ทำให้ผิวสัมผัสที่นุ่มลื่น เรียบเนียน และสามารถกันน้ำได้ดี แต่ในขณะเดียวกันซิลิโคนก็ทำให้ผิวขาดน้ำและอาจอุดตันรูขุมขนได้ ยิ่งในกรณีที่ล้างทำความสะอาดได้ไม่หมดจด รับรองสิวอักเสบบุกแน่นอน ดังนั้นจึงน่าจะดีกว่า ถ้า Lady MIRROR สามารถเปลี่ยนมาใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic acid เพราะช่วยเติมความชุ่มชื้นและความเต่งตึงให้กับผิวหน้า โดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (8 “ไพรเมอร์” ตัวท็อป สำหรับสาว “รูขุมขนกว้าง”)

3. น้ำหอม

กลิ่นหอมที่ได้จากการสังเคราะห์ทุกชนิดมีโอกาสทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและเป็นสิวได้ โดยเฉพาะกับผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย ใครที่มีปัญหาเรื่องสิวควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและสกินแคร์ทุกประเภทที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ซึ่งตัวที่ควรระวังมากที่สุดมีชื่อว่า “เบนซาลดีไฮด์” ที่แม้แต่ในเครื่องสำอางที่เขียนว่า Fragrance-free ก็อาจมีเจ้าตัวนี้แฝงอยู่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนการเลือกซื้อเครื่องสำอางคุณสาวๆ ควรอ่านส่วนผสมอย่างละเอียด เพราะแค่คำว่าปราศจากน้ำหอมอาจไม่เพียงพอ

4. ลาโนลิน

“ลาโนลิน” เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดขนแกะ ซึ่งเครื่องสำอางหลายๆ แบรนด์นำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักเพราะมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม และให้ความเงางาม แต่รู้หรือไม่ว่าลาโนลินก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดการอุดตันและกระตุ้นการเกิดสิวอักเสบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่เป็นสิวง่าย ลาโนลินอาจทำให้สิวมีอาการรุนแรงขึ้นไปอีก แถมลาโนลินยังมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้อยู่หลายชื่ออีกต่างหาก เช่น Acetylated Lanolin Alcohol, Ethoxylated Lanolin, PEG 16 Lanolin และ Solulan 16 ดังนั้นเวลาเลือกเครื่องสำอางจึงต้องระวังชื่อเหล่านี้ให้ดี สำหรับส่วนผสมที่สามารถใช้แทนลาโนลินได้ MIRROR ขอเสนอ “กรดแลคติก” ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวหนังของเราอยู่แล้ว จึงอ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวบาง แถมช่วยลดปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบได้อีกด้วย

5. สารที่ได้จากน้ำมันปิโตรเคมี

สารจำพวกนี้จะมาในรูปของพาราฟินแวกซ์, มิเนอรัลออยล์, ปิโตรลาทัมหรือ “ปิโตรเลียมเจลลี่” ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับผิวหน้าของเรา สารเหล่านี้ถูกใส่มาในเครื่องสำอางเพื่อยืดอายุของผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานขึ้น แต่ข้อเสียคือทำให้รูขุมขนอุดตัน เพราะเค้าทำหน้าที่คล้ายฟิล์มที่เคลือบผิว และเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำจึงหลุดออกยาก ทำให้สิ่งสกปรก ฝุ่นละอองและแบคทีเรียที่ตกค้าง โดนล็อกอยู่บนผิว ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ ทั้งยังเป็นการรบกวนกลไกการทำงานของต่อมไขมันใต้ชั้นผิว ที่สำคัญสารที่ได้จากน้ำมันปิโตรเคมีไม่ได้ช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นกับผิว เพียงแต่ป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำด้วยการเคลือบไว้เฉยๆ จึงไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงการบำรุงอย่างแท้จริง MIRROR แนะนำว่าลองเปลี่ยนมาใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Humectant (เช่น น้ำผึ้ง) แทนจะดีกว่า เพราะเป็นสารที่ช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจริงๆ

6. โซเดียมคลอไรด์

โซเดียมคลอไรด์คือชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ “เกลือ” นั่นเอง สาวๆ คงจะงงว่าในเครื่องสำอางมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยหรือ ซึ่งคำตอบคือ ใช่จ้ะ เพราะเกลือสามารถทำให้ของเหลวมีความข้นมากขึ้น จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของรองพื้นบางประเภท แต่เกลือที่อยู่ในเครื่องสำอางแตกต่างจากเกลือที่อยู่ในครีมอาบน้ำที่มีประโยชน์ในการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้ว เพราะเกลือในเมคอัพสามารถทำให้รูขุมขนอุดตันได้ โดยมันถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 จาก Scale 1-5 ของสารที่ก่อให้เกิดการอุดตันได้เลยทีเดียว ก่อนซื้อรองพื้นครั้งต่อไป นอกจากจะดูว่าเป็นสูตรที่ไม่อุดตันรูขุมขนแล้ว ก็อย่าลืมดูว่าไม่มีส่วนผสมของโซเดียมคลอไรด์ด้วยนะจ๊ะ (How to ลงรองพื้นให้ดูเป็น “ธรรมชาติ”)

7. สารแต่งสีแดง (D & C Red)

ผงสีสังเคราะห์สำหรับผสมในเครื่องสำอาง ได้จากการกระบวนการผลิตของปิโตรเลียมหรือน้ำมันดิน ให้เฉดสีแดงจึงพบมากในเครื่องสำอางประเภทบลัชออนและลิปสติก โดย Code สีที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆ ได้แก่ D & C Red 3, 30, 36, 40 และ 27 Lady MIRROR สามารถสังเกตที่ฉลากของผลิตภัณฑ์ว่ามีชื่อสารเหล่านี้อยู่หรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงและลดโอกาสของการเกิดสิวที่มาจากการอุดตันของรูขุมขน MIRROR แอบกระซิบว่า เจ้าสาร D & C Red 40 และ 27 เป็น 2 ตัวที่ส่งผลเสียกับสาวๆ ที่มีปัญหาสิวมากที่สุด

เห็นรายชื่อส่วนผสมที่อาจทำให้ใบหน้าสวยๆ ของเราเป็นสิวได้แล้ว ลองกลับไปดูฉลากของเครื่องสำอางที่ใช้อยู่กันนะจ๊ะ ว่ามีสารตัวไหนใน 7 ตัวนี้เป็นส่วนประกอบอยู่รึเปล่า ถ้ามีละก็ จะได้ไหวตัวทันและไม่ซื้อซ้ำมาใช้อีกเนอะ.

by วัชรพงษ์ กาญจนกฤต (ฮ้อ)

หนุ่มหน้าตี๋ ดีกรีช่างแต่งหน้าทำผมจากออสเตรเลีย พร้อมตำแหน่งช่างภาพสายแฟชั่นอีกหนึ่งความสามารถ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1881659
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1881659

8 “มาสคาร่าคิ้ว” เปลี่ยนคิ้วบางให้เป็นคิ้วปังทันที

4 ก.ค. 2563 10:00 น.

“คิ้วบาง” หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของผู้หญิงจะหมดไป เมื่อคุณได้ทำความรู้จักกับ “มาสคาร่าคิ้ว” โดยเฉพาะถ้าคุณชอบสนุกกับเทรนด์การแต่งหน้า เราขอบอกว่าในปี 2020 นี้ เทรนด์คิ้วฟูยังอินไม่เลิกไม่รา แล้วดูท่าจะยังไม่เลิกอินกันง่ายๆ ด้วยค่ะ ก็เพราะงานคิ้วฟูนั้นช่วยทำให้หน้าดูซอฟต์ ไม่แข็งจนเกินไป แถมยังดูเด็กด้วยนะคะ ซึ่งไอเทมตัวเด็ดที่จะเปลี่ยน “คิ้วบาง” ให้เป็นคิ้วฟูสุดปังนั้นก็คือ “มาสคาร่าคิ้ว” นั่นเอง MIRROR คัดเลือกตัวเด็ดๆ จี๊ดๆ ที่เราลองใช้แล้วคอนเฟิร์มในความดีงามจนอยากบอกต่อมาฝากกัน มีติดโต๊ะไว้เลย รับรองว่า “คิ้วปัง” ได้ดังใจแน่นอนค่ะ

1. 4U2 Brow Coat 

มาสคาร่าแบบใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ช่วยบำรุงขนคิ้วให้สุขภาพดี ที่สำคัญคือสามารถเซตขนคิ้วให้เรียงตัวสวยเป๊ะได้ตลอดทั้งวันแบบเกินราคาไปมาก ยิ่งใครที่เป็นสายคิ้วปราบเซียน ขอให้ลองตัวนี้ งัดคิ้วที่เเข็งๆ ทื่อๆ ให้ฟูสวยทั้งวัน แถมไม่เป็นคราบขาวติดคิ้วด้วย

ราคา 199 บาท

Where to shop : Watson, EveandBoy

2. Benefit 24-Hour Brow Setter 

ใครได้ลองมาสคาร่าคิ้วตัวนี้ก็ติดใจในการยกคิ้วแบบขั้นเทพของเขากันทุกคน เริ่มตั้งแต่หัวแปรงที่เป็นแบบแบนใช้ได้สองด้าน ซึ่งเจ้าหัวแปรงนี่แหละทีเด็ดช่วยในการเคลือบขนคิ้วตั้งแต่โคนจรดปลาย เนื้อเจลยืดหยุ่นไม่จับตัวเป็นก้อน ปัดง่าย และเซ็ตตัวได้ไว จัดทรงคิ้วให้ตั้งฟูสวยสมใจไปยาวๆ แบบ 24 ชม. สมชื่อเขาเลยจริงๆ

ราคา 1,120 บาท

Where to shop : Sephora และเคาน์เตอร์ Benefit ทุกสาขา

3. Pixi Brow Tamer Brow Gel 

มาสคาร่าเจลใสๆ เนื้อเบาๆ จัดเซตคิ้วให้เรียงตัวสวย เนื้อเจลแห้งไวไม่เหนียวเหนอะ เลยทำให้ตัวนี้สามารถเซตขนตาได้ด้วย แต่อาจจะต้องบอกไว้ว่าตัวนี้เหมาะกับสาวที่มีคนคิ้วไม่หนา และเเข็งจนเกินไป

Where to shop : Sephora

ราคา 360 บาท

4. Golden Rose Longstay Brow Styling Gel 

ตัวนี้เนื้อมาสคาร่าของเขามีสีน้ำตาลเข้มแบบเบาๆ เลยช่วยทำให้สาวๆ ที่ขนคิ้วบางดูหนาขึ้น พร้อมยกคิ้วให้ตั้งฟู สวย เป็นธรรมชาติ ไม่จับตัวเป็นก้อน แล้วที่สำคัญไม่เป็นคราบขาวระหว่างวันด้วยนะ

Where to shop : Watson และ Top Supermarket

ราคา 299 บาท

5. Anastasia Clear Brow Gel 

เรื่องคิ้วขอให้ไว้ใจแบรนด์นี้ ย้ำว่ายืนหนึ่งในทุกสิ่งที่เป็นคิ้วจริงๆ อย่างมาสคาร่าใสตัวนี้งัดคิ้วได้สวยปังเว่อร์มาก แค่ปัดเบาๆ รอบแรกคิ้วก็ตั้งแล้ว พอปัดซ้ำคิ้วก็ยิ่งตั้ง เรียงตัวสวย คือดีงามจริงๆ แล้วพอมาสคาร่าเซตตัวแล้ว อยากจะปัดซ้ำก็ปัดได้โดยที่ไม่เป็นคราบขาว ไม่แข็งเป็นก้อนให้หงุดหงิดใจ

ราคา 995 บาท

Where to shop : Sephora

6. Urban Decay Brows Finish

เนื้อมาสคาร่าเจลใส ฟินิชลุคคิ้วได้สวยตั้งฟูเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่ทำให้คิ้วเเข็งทื่อ กันน้ำ กันเหงื่อได้ทั้งวัน ที่สำคัญคือสามารถปัดซ้ำระหว่างวันได้โดยที่ไม่เป็นคราบ 

ราคา 800 บาท

Where to shop : Sephora และ EveandBoy สาขาสยามแสควร์วัน

7. M.A.C Brow Set 

มาสคาร่าเจลที่มาพร้อมกับหัวแปรงที่ช่วยงัดขนคิ้วให้ฟูเหมือนเสกได้ แล้วยังช่วยทำให้คิ้วดูเงางาม และดูหนาขึ้นโดยที่เนื้อมาสคาร่าเขาเป็นสีใส ไม่แข็งตัวเป็นคราบ แล้วความเริดของมาสคาร่าตัวนี้คือ เขาสามารถเอามาปัดขนบริเวณกรอบหน้า ไรขน หรือบริเวณจอนได้ด้วย ใครอยากหน้าเด่นๆ กรอบหน้าชัดๆ แนะนำให้ลองเลย!

ราคา 1,000 บาท

Where to shop : เคาน์เตอร์ M.A.C ทุกสาขา

8. Lilybyred Skinny Mes Brow Mascara 

ชอบสไตล์คิ้วของสาวเกาหลี ต้องลองตัวนี้เลย บอกนิดนึงว่า “มาสคาร่าคิ้ว” ของแบรนด์นี้มีแต่ก็เป็นเฉดสีที่เบาๆ ดูเป็นธรรมชาติมากๆ มาพร้อมกับหัวแปรงที่เล็ก 1.5 mm.เลยทำให้ปัดคิ้วได้สะดวก ซอกซอนได้ทุกมุม เนื้อมาสคาร่าไม่จับตัวเป็นก้อน กันน้ำ กันเหงื่อได้ทั้งวัน พร้อมงัดคิ้วให้เรียงตัวสวย ฟู สไตล์สาวเกาหลีแบบสุดๆ

ราคา 359 บาท

Where to shop : Watson

จัดมาให้ครบกับ 8 “มาสคาร่าคิ้ว” ตัวเด็ดไปเรียบร้อยแล้ว ใครอยากเปลี่ยนคิ้วบางให้เป็นคิ้วฟูสวย รีบพุ่งตัวไปลองกันให้ไวเลยค่ะ 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/trend/1880003
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/trend/1880003