บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

เช็กให้ชัวร์ก่อนหน้าพัง เครื่องสำอางหมดอายุหรือยัง?

เครื่องสำอาง เป็นสารที่ใช้เพิ่มเติมความสวยงามให้กับร่างกายมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันการใช้เครื่องสำอางมีอย่างแพร่หลาย ทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยการผลิตเครื่องสำอางในช่วงแรก ๆ นั้น ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่แน่นอน เครื่องสำอางบางประเภทมีขายเฉพาะในร้านขายยา จนเมื่อเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีเครื่องหมายการค้าที่ชัดเจน และมีกรรมวิธีในการผลิตที่แน่นอน ทำให้เครื่องสำอางมีคุณภาพที่สูงขึ้น

แต่ด้วยในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนต่างต้องการสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง จนอาจจะไม่ได้สนใจถึงความปลอดภัย และคิดถึงเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อกับราคาโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม บางคนซื้อเครื่องสำอางมามากมายหลายชิ้นแต่ไม่ได้ดูเลยว่า วันเดือนปีของผลิตภัณฑ์นั้นจะหมดอายุเมื่อไหร่ วันนี้ Tonkit360 จึงมีวิธีการตรวจสอบเครื่องสำอางหมดอายุดูยังไงมาฝากกัน

เครื่องสำอางหมดอายุรึยัง ดูยังไง?

1. ตรวจสอบจากผลิตภัณฑ์
หลักการง่าย ๆ ของการตรวจเช็กว่า เครื่องสำอางหมดอายุหรือยัง คือหากแบรนด์นั้นมีมาตรฐานอยู่แล้ว บนผลิตภัณฑ์จะต้องบอกรายละเอียดการผลิตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ของบริษัทผู้ผลิต หรือบริษัทนำเข้า รวมถึงวันที่ผลิต และวันหมดอายุ หากไม่มีหรือระบุแบบกำกวม ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะไม่ปลอดภัย และไม่ควรเลือกซื้อมาใช้งาน

2. นับจากวันที่เริ่มเปิดใช้งาน
อายุของเครื่องสำอางแต่ละชนิด สามารถนับจากวันที่เปิดใช้ครั้งแรกได้ ส่วนในกรณีการเลือกซื้อเครื่องสำอาง ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางที่เพิ่งผลิตมาได้ไม่เกิน 6 เดือนถึงจะดีที่สุด ทริคสำหรับคนขี้ลืมให้ทำโน้ตเล็ก ๆ ติดแปะไว้ที่เครื่องสำอางเลยก็ได้ ว่าเราเปิดใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ครั้งแรกเมื่อวันที่เท่าไหร่ ส่วนคนที่ความจำดีก็กะเวลาเอาได้ว่าผลิตภัณฑ์น่าจะหมดอายุช่วงใด

3. ตรวจสอบจากเว็บไซต์
โดยปกติเครื่องสำอางจะมีโค้ด ที่เป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือก็แล้วแต่ ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์แทบทุกยี่ห้อ หากเป็นแบบหลอดจะอยู่ตรงปลายหลอด ซึ่งสามารถนำรหัสไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้น ๆ ได้เลย เท่านี้ก็จะทราบแล้วว่าเครื่องสำอางจะมีอายุการใช้งานได้กี่ปี ไม่ว่าจะเปิดใช้หรือไม่ก็ตาม อีกประการหนึ่งคือหลังจากเปิดใช้แล้ว จะมีอายุได้อีกเท่าไหร่ ให้ดูจากสัญลักษณ์ที่เป็นรูปกระปุกที่มีตัวเลขแจ้ง เช่น หากเป็น 24M เครื่องสำอางของเราใช้มาแล้ว 1 ปี หมายความว่าเราจะสามารถใช้ได้อีก 1 ปี เท่านั้น

Tip ยืดอายุการใช้งานเครื่องสำอาง : ปิดฝาให้สนิท ใช้คอตตอนบัดแทนการใช้นิ้วสัมผัส ในประเภทพวกครีมรองพื้น เลือกผลิตภัณฑ์ครีมแบบชนิดขวดปั๊ม เพื่อป้องกันอากาศและฝุ่นละออง หมั่นล้างทำความสะอาดพัฟ แปรงแต่งหน้าต่าง ๆ ให้เกลี้ยงและสะอาด เพราะความมันและแบคทีเรียจากผิวหน้า อาจปนเปื้อนทำให้เครื่องสำอางหมดอายุเร็วขึ้น

เครื่องสำอางแต่ละประเภท อยู่ได้นานเท่าไหร่?

  • รองพื้นแบบสูตรน้ำ หลังจากเปิดใช้จะมีอายุราว 1 ปี รองพื้นแบบสูตรน้ำมัน จะใช้ได้ 1 ปีครึ่ง ถ้าคุณสังเกตเห็นสีที่เปลี่ยนไป หรือมีกลิ่นไม่ดีก่อนเวลา ควรทิ้งแล้วซื้ออันใหม่
  • คอนซีลเลอร์ สามารถใช้ได้ 1 ปี แต่ถ้าเริ่มแห้งแข็งก็ควรเปลี่ยนใหม่
  • แป้งฝุ่นหรือแป้งพัฟ จะใช้ได้นานถึง 2 ปี ส่วนแป้งแข็งจะอยู่ได้ราว 1 ปี เพราะน้ำมันที่สะสมอยู่ในพัฟที่ใช้ จะทำให้มันเสียได้ง่ายกว่า
  • บลัชออน / อายแชโดว์ สามารถใช้ได้นานถึง 3 ปี แต่ถ้าหากมันมีสีซีดจางลง เนื้อแป้งเริ่มแตกร่อนหรือด้าน ทาแล้วเนื้อสีไม่ติดผิว ก็ควรทิ้งแล้วซื้อใหม่
  • อายไลเนอร์ อายุในการใช้งานไม่เกิน 1 ปีหรือปีครึ่ง หากเนื้อผลิตภัณฑ์ดูแห้ง และจับตัวเป็นก้อนให้เปลี่ยนอันใหม่ เพราะอายไลเนอร์เป็นเครื่องสำอางที่ใช้ใกล้บริเวณดวงตา ฉะนั้นต้องระมัดระวังวันหมดอายุ
  • มาสคาร่า ใช้ได้ราว 3-4 เดือน หากใช้นานกว่านั้นจะมีลักษณะแห้งแข็งและทาได้ยาก แนะนำว่าก่อนดึงแปรง ให้เขย่าขวดสัก 2-3 ครั้ง หลีกเลี่ยงการปาดแปรงที่ปากขวด เพราะมาสคาร่าจะแห้งติดทำให้ปิดฝาไม่สนิท
  • ดินสอเขียนขอบตา / ปาก อยู่ได้นาน 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา แนะนำว่าควรเหลาอยู่เสมอ เพื่อกำจัดเนื้อผลิตภัณฑ์เก่าออก หากเนื้อดินสอเริ่ม และเขียนไม่ติดให้ทิ้งแล้วซื้อใหม่ได้เลย
  • ลิปสติก อยู่ได้นาน 1-2 ปี วิธีที่ดีที่สุดที่จะตัดสินก็คือ ดมว่ามันมีกลิ่นค่อนข้างฉุนแปลกไปจากเดิมหรือเปล่า และยิ่งหากมีน้ำมันออกมาล่ะก็ให้เอาทิ้งได้เลย ส่วนลิปกลอสควรใช้พู่กันเกลี่ย เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจากมือและริมฝีปากไปสะสมที่ลิป หากหมดอายุเนื้อเจลจะเหนียวขึ้นกว่าเดิม

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/176129/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/176129/

เหตุผลดี ๆ ว่าทำไมร่างกายคนเราถึงต้องการคอลลาเจน

เหตุผลดี ๆ ว่าทำไมร่างกายคนเราถึงต้องการคอลลาเจน

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับ คอลลาเจน กันเป็นอย่างดี แต่รู้หรือเปล่าว่าในบรรดาข้อมูลต่างๆคอลลาเจนที่เราเชื่อกัน ก็มีทั้งถูกและผิดไปจากคุณสมบัติที่แท้จริงและ รู้ไหมว่าความจริงแล้วร่างกายของเรานั้นมีความต้องการคอลลาเจนในชีวิตประจำวันและเราจำเป็นต้องเสริมคอลลาเจนให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ

คอลลาเจน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักคอลลาเจนกันก่อนค่ะ คอลลาเจนนั้นเป็นเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ ผิวหนัง และ เส้นผม ซึ่งคอลลาเจนนั้นร่างกายคนเราสามารถสร้างขึ้นได้เองหรือได้รับจากการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบหรือช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยก็ได้ แต่เมื่อเราอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 ขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง รวมไปถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดความเสื่อมของคอลลาเจนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่ภาวะต่าง ๆ เช่น ความเครียด ก็ล้วนแต่ทำลายคอลลาเจนในร่างกายให้ลดลง เราจึงจำเป็นต้องเสริมคอลลาเจนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและให้สอดคล้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เพราะคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้มันน้อยลงตามอายุที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

คอลลาเจน

เมื่อเรารับประทานคอลลาเจนเป็นประจำ ก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกระดูก ข้อต่อ และเอ็น
ช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดอันเกิดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกหรือข้อต่อ นอกจากนี้คุณสมบัติของคอลลาเจน ยังช่วยป้องกันและรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะล้าน ช่วยป้องกันผมหงอก อีกทั้งยังช่วยในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ มีคุณสมบัติที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับและเรียบเนียน ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน ทำให้เซลล์ผิวเรียงตัวเป็นระเบียบ ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งกร้านหรือผิวเริ่มมีริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้น เรียกได้ว่าคอลลาเจนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายของเราสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะภายในอย่างกระดูกและข้อต่อ หรือภายนอกอย่างเส้นผม และผิวหนัง

คอลลาเจน

พฤติกรรมที่ช่วยรักษาคอลลาเจนในร่างกาย

1.หลีกเลี่ยงแสงแดด
2. อย่าเครียดหรือเครียดให้น้อยลง
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
4. กินอาหารที่มีประโยชน์และกินให้ครบ5หมู่
5. ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8-10แก้ว

แต่หากพิจารณาจากพฤติกรรมที่ช่วยรักษาคอลลาเจนในร่างกายกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ก็อาจทำให้ใครหลายคนไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวได้ แต่ก็มีอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้เพื่อช่วยให้ร่างกายมีระดับคอลลาเจนที่เพียงพอก็คือการทานคอลลาเจนเสริมให้กับร่างกาย ซึ่งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือ มีการผลิตที่มีมาตรฐานได้รับการรับรอง และที่สำคัญต้องมีส่วนประกอบที่มีคุณภาพ สามารถดูดซึมได้ดีเพื่อให้ร่างกายสามารถนำคอลลาเจนไปใช้ได้จริง

ทำไมต้อง well u คอลลาเจน  ?

well u คอลลาเจน  คอลลาเจนระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นที่มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่เหนือกว่าด้วยส่วนประกอบที่สำคัญมากถึง 6 ชนิด ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์ที่มีโมเลกุลเล็กง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และ คอลลาเจนไตรเปปไทด์รวมกันมากถึง 100,000 มิลลิกรัม มีสารเซอรามายด์จากสารสกัดข้าวญี่ปุ่น วิตามินซี  ไฮยาลูโรนิค แอซิดจากสารสกัดเห็ดหูหนูขาว และ ไบโอติน

โดยส่วนผสมหลักทั้ง 6 ชนิดของ well u  คอลลาเจน มีประสิทธิภาพดังนี้

1.คอลลาเจนไดเปปไทด์ มีโมเลกุลขนาดเล็กจึงไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารแต่จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง และยังช่วยเสริมสร้างกระดูกและข้อต่อให้มีความแข็งแรง

2.คอลลาเจนไตรเปปไทด์ มีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าไดเปปไทด์แต่เล็กกว่าคอลลาเจนทั่วไป มีคุณสมบัติช่วยในการซ่อมแซม ฟื้นฟูและบำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บำรุงผิวให้เต่งตึง เด้งกระชับ บำรุงรากผมให้แข็งแรง บำรุงเล็บ เสริมสร้างกระดูก ข้อต่อและเอ็นให้แข็งแรง

3.สารสกัดจากข้าวญี่ปุ่น ที่ให้สารเซราไมด์เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอยฝ้า กระและจุดด่างดำ

4.วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากรังสียูวีและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย

5.สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว ที่ให้ไฮยาลูโรนิค แอซิดช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อุ้มน้ำ เต่งตึง ดูอ่อนวัย

6.ไบโอติน สารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพของเส้นผมและเล็บให้มีสุขภาพดีเป็นปกติ ลดการขาดหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยให้ผมสวยเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวามากขึ้น รวมถึงบำรุงผิวหนังให้เรียบเนียน

คอลลาเจน

well u คอลลาเจน จึงมีส่วนช่วยในการฟื้นฟู ซ่อมแซมและบำรุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตอบโจทย์ 5 ประโยชน์ทั้งในเรื่องของ

กระดูก ข้อต่อ ผิว ผม และเล็บ ช่วยเสริมสร้างกระดูก ข้อต่อและเอ็นให้แข็งแรง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสสุขภาพดี เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวแลดูเต่งตึง บำรุงเส้นผมให้แข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย ช่วยให้เล็บแข็งแรงไม่ฉีกขาดง่าย ด้วยคุณประโยชน์จากคอลลาเจนโมเลกุลเล็กที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และโดยทั่วไปแล้วคนมักรับประทานคอลลาเจนควบคู่ไปกับวิตามินซีเพื่อส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดีขึ้น แต่สำหรับ well u คอลลาเจนนั้นมีการเสริมวิตามินซีเพิ่มเติมมาแล้วเพื่อช่วย ให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดีขึ้น ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิวทำให้ผิวมีความแข็งแรงช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส ช่วยปกป้อง เซลล์ผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระที่เกิดจากการสัมผัสรังสียูวี  ที่สำคัญ well u คอลลาเจน ละลายง่าย ทานง่าย ไม่รู้สึกถึงกลิ่นคาวเหมือนคอลลาเจนทั่วไป สามารถทานกับน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ชื่นชอบ หรือรับประทานร่วมกับอาหาร ก็ได้อีกด้วยค่ะ ไม่ทำให้เสียรสชาติ

#wellu #welluCollagen #เวลยูคอลลาเจน #ดูดซึมให้ยูสวย #welluคอลลาเจนที่ดูดซึมได้ดีที่สุด #ดูดซึมให้ข้อต่อยู #ดูดซึมให้ กระดูกยู #ดูดซึมให้ผิวยู #ดูดซึมให้ผมและเล็บยู

well u คอลลาเจน มีการวางจำหน่ายทาง Watsons ทุกสาขา

Watsons online : https://bit.ly/3ddygVt
RS mall  : https://bit.ly/3deKxaQ
ตัวแทนทางการของบริษัท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Line : @wellu

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226913.html
ขอขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226913.html

เคล็ดลับแก้ปัญหาริ้วรอย หน้าเหี่ยวย่น ด้วยตัวเอง แถมทำง่ายๆ ทุกวันได้ที่บ้าน

นอกจากโลกสวยด้วยมือเราแล้ว หน้ายังสามารถสวยได้ด้วยมือเราเช่นกัน สาวๆ รู้กันรึเปล่าว่าการนวดใบหน้าให้ตรงจุดอย่างเป็นประจำ ก็สามารถช่วยปัญหาหน้าเหี่ยว หน้าหย่อนคล้อยได้เหมือนกันนะ ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวม เคล็ดลับการนวดใบหน้า จัดการกับปัญหารอยย่น ใบหน้าเหี่ยวหย่อนคล้อย ด้วยตัวเองมาฝากกัน เพื่อนๆ มีปัญหาจุดไหน อยากจะแก้ตรงไหน ก็สามารถจดเคล็ดลับไปใช้กันได้เลย

เคล็ดลับแก้ปัญหาริ้วรอย หน้าเหี่ยวย่น ด้วยตัวเอง แถมทำง่ายๆ ทุกวันได้ที่บ้าน

ปัญหาผิวหน้ามีริ้วรอย

ปัญหาผิวหน้ามีริ้วรอยสามารถจัดการได้ด้วยของในตู้เย็นอย่างไข่ขาว โดยใช้ไข่ขาวนวดให้ทั่วทั้งใบหน้า แล้วปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยทำให้ผิวหน้าตึงและนิ่มขึ้นมาได้แบบรู้สึกได้เลย

ปัญหาคางเหนียงสองชั้น

ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วของเรา กดลงเบาๆ บนใบหน้าจากบริเวณคางไปยังที่แก้มของเรา หลังจากนั้นใช้นิวคลึงและนวดด้วยปลายนิ้วให้ทั่ว แล้วดึงผิวหน้าส่วนแก้มขึ้นมาเบาๆ ต่อด้วยใช้อุ้งมือกดหรือตบคางด้านล่างเบาๆ ไล่ออกมาจนถึงปลายหู

ปัญหาริ้วรอยร่องแก้ม

ปัญหานี่ใช้นิ้วนวดเบาๆ ลูบตั้งแต่รอยลึก ระหว่างร่องแก้ม นวดและลูบจากล่างไปหาบน เริ่มตั้งแต่ข้างมุมปาก ไล่ขึ้นไปช้าๆ จนถึงปลายปีกจมูกทั้งสองข้าง

ปัญหาหน้าผากย่น

ใช้นิ้วมือนวดเบาๆ จากเหนือคิ้ว ไล่ขึ้นไปจนถึงเนินผม และใช้วิธีนวดคลึงตามรอยย่น โดยใช้วิธีกดลงไปเรื่อยๆ จากกลางหน้าผากไล่ไปทางด้านข้างที่ขมับ

ปัญหาเปลือกตาบวม

ใช้นิ้วชี้วางลงบนบริเวณที่หัวตา หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วชี้พร้อมกดลงเบาๆ ผ่านจากหัวตาไปหางตา โดยในตอนนั้นให้ปรือตาเล็กน้อย ไม่ต้องหลับตาสนิท

ปัญหาถุงใต้ตา

กดปลายนิ้วชี้ของเราลงบนถุงใต้ตาเบาๆ หลังจากนั้นให้นวดเบาๆ จากที่หัวตาไปที่ขมับ โดยท่านี้ให้ทำประมาณ 10-15 ที

ปัญหาริ้วรอยตีนกา

ใช้ปลายนิ้วชี้ของเราคลึงและนวดเบาๆ วนรอบบริเวณบนหางขอรอยตีนกา ประมาณ 10-20 วินาที โดยทำซ้ำกัน 3 รอบ

โดยท่าทั้งหมดไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียวแล้วมันจะเห็นผล ให้เราทำเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ มันก็จะช่วยลดริ้วรอย ตลอดจนลดโอกาสเกิดของริ้วรอยในอนาคตได้ ทำอย่างน้อยท่าละ 3-5 นาที ควบคู่กับการดูแลตัวเองให้ดีเช่นการดื่มน้ำ นอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่ดีควบคู่กันไปด้วยแค่นี้บอกเลยว่าเป๊ะปังแน่นอน

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/176037/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/176037/

KATE TOKYO สร้างสรรค์ลุคสวยอย่างสมดุล ด้วยการบาลานซ์มิติบนใบหน้า

KATE TOKYO สร้างสรรค์ลุคสวยอย่างสมดุล ด้วยการบาลานซ์มิติบนใบหน้า

KATE นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ “Parts Resize Shadow” ให้คุณปรับสมดุลบนใบหน้าได้เพียงแค่ใช้อายแชโดว์ โดยเทคนิคการลงอายแชโดว์บริเวณใต้ดวงตาและขอบตาล่าง ช่วยสร้างมิติให้ใบหน้าเล็กลง และดวงตาโตขึ้น 

  • สำหรับเปลือกตาบน ใช้สีแมตสร้างมิติให้กับกระบอกตา เพื่อดวงตาคู่สวย คมชัด 
  • จากนั้นใช้สีชิมเมอร์เพิ่มขนาดและความกว้างบริเวณใต้ดวงตาและขอบตาล่าง เพื่อสร้างแสงเงารอบดวงตา ด้วยสีสันและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันนั้น ช่วยดึงดูดสายตาไปยังบริเวณขอบตาล่าง 
  • อีกทั้งยังช่วยลดทอนพื้นที่บริเวณหน้าแก้ม ช่วยปรับสมดุล และบาลานซ์ให้กับใบหน้า
  • KATE PARTS RESIZE SHADOW อายแชโดว์ 3 เฉดสีในเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ง่ายต่อการ
    ครีเอทลุค และทำให้ใบหน้าดูสมดุลมีมิติมากขึ้น ด้วยการลงอายแชโดว์ใต้ดวงตาจะดึงดูดสายตาไปยังบริเวณขอบตาล่าง อีกทั้งยังช่วยให้ดวงตาดูกลมโตมากขึ้น มีให้เลือก 8 เฉดสี จำหน่ายในราคา 460 บาท
  • KATE SUPER SHARP LINER PENCIL ด้วยมุมของอายไลเนอร์แบบดินสอรูปทรงอัลมอนด์ ขนาดเพียง 1.3mm ช่วยให้สามารถวาดเส้นอายไลเนอร์ได้เรียวเล็กตามใจปรารถนา คมชัด และวาดเส้นหางตาได้เรียวยาว สูตรทนน้ำ ทนเหงื่อ และน้ำตา ทนต่อความมันและการเสียดสีเช็ดถู ไม่เลือนระหว่างวัน มีให้เลือก 2 สี จำหน่ายในราคา 390 บาท #อัลมอนด์ไลเนอร์

  สัมผัสผลิตภัณฑ์ KATE TOKYO ได้แล้ววันนี้ ที่ เคาน์เตอร์ “KATE TOKYO” ใน เซ็นทรัล, พารากอน, เดอะมอลล์, โรบินสัน, วัตสัน, อีฟแอนด์บอย, มัทสึโมโตะ คิโยชิ, ซูรูฮะ, บิวเทรี่ยม,  เฮ้ สตรีทบิวตี้, ซันคอสเมท, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ, ท็อปส์ มาร์เก็ต, @cosme store, KIS, Donki mall และร้านค้าทางการ ONLINE บน LAZADA, SHOPEE และ KONVY

   อัพเดทคอลเลคชั่นและเทรนด์เมคอัพส่งตรงจากโตเกียว สไตล์สาว KATE และติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.kate-global.net/th , www.facebook.com/katenomorerulesthailand , instagram @katethailand_official และ LINE @katethailand 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226850.html
ขอขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226850.html

รับมือฮีทสโตรก(Heatstroke) เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่างเฉียบพลัน

รับมือฮีทสโตรก(Heatstroke) เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงอย่ างเฉียบพลัน 

โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายมี ความร้อนสูงเกินไปซึ่งมักเกิ ดจากการทำงาน ใช้แรงงาน หรือออกกำลังกายอย่างหนั กในภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง มักเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่ างกายสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า และมักจะเกิดในช่วงฤดูร้อนหรื อบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวั ยวะสำคัญ เช่นสมอง หัวใจ ปอด ไต และกล้ามเนื้อได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้ องอย่างทันท่วงที จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อั นตรายได้ บางรายถึงขั้นพิการและเสียชีวิ ตได้ 

พญ.ดวงพร รุธิรโก อายุรแพทย์ และแพทย์เฉพาะทางด้านเวชบำบัดวิ กฤตระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โรคลมแดด หรือ ภาวะฉุกเฉินจากความร้อน (Heatstroke) แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุที่ทำให้เกิด ได้แก่ 1.Classic heatstroke or Nonexertional heatstroke เกิดจากการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ อุณหภูมิสูงแล้วทำให้อุณหภูมิร่ างกายสูงตาม มักพบในคนที่อยู่ในบริเวณที่ อากาศร้อนและชื้นเป็นเวลานาน 2.Exertional heatstroke ในกรณีนี้อุณหภูมิร่างกายมักสู งขึ้นจากการทำงานหรือออกกำลั งกายอย่างหนักในบริเวณที่มีอุ ณหภูมิสูงเกิดได้ง่ายขึ้นในคนที่ ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่ างที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายมี โอกาสเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้ น เช่น อายุที่น้อยหรือมากเกินไป มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การใช้ยาบางกลุ่มที่ทำให้สูญเสี ยสารน้ำ หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ ออุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้ อย่างเต็มที่ รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้ กลไกการควบคุมอุณหภูมิร่างกายผิ ดปกติทำให้เกิดฮีทสโตรกได้เช่ นกัน หรือการที่ร่างกายต้องเผชิญกั บอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างเฉี ยบพลัน เช่น ในกรณีที่เดินทางไปท่องเที่ ยวในประเทศที่อากาศร้อนหรือในช่ วงที่เกิดคลื่นความร้อน(heat wave)ร่างกายปรับตัวไม่ทันก็ ทำให้เกิดฮีทสโตรกได้ง่าย

อาการของผู้ป่วยที่เป็นฮี ทสโตรกจะมีอุณหภูมิกาย 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ร่วมกับภาวะความรู้สติเปลี่ ยนแปลงอาจเกิดอาการสับสน กระวนกระวาย เพ้อ ชักหรือหมดสติได้ หัวใจเต้นเร็ว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังแดงแพทย์จะวินิจฉั ยโรคจากการทราบประวัติว่าผู้ป่ วยมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงต่ อภาวะนี้ การตรวจร่างกายพบว่ามีอุณหภูมิ กายสูงร่วมกับอาการแสดงในระบบต่ างๆ บางกรณีอาจวินิจฉัยร่วมกั บผลตรวจเลือดและเอกซเรย์เพื่อค้ นหาภาวะแทรกซ้อนของฮีทสโตรกร่ วมด้วย ในผู้ป่วยบางรายที่มี โรคและความผิดปกติ ทางระบบประสาทอยู่เดิม เมื่อต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สู งเป็นเวลานาน หรือมีภาวะที่ทำให้อุณหภูมิร่ างกายสูงขึ้นมากอาจทำให้ อาการทางระบบประสาทที่เคยมีกลั บเป็นซ้ำได้ เช่น ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง multiple sclerosis หรือโรคลมชัก ซึ่งกลไกที่กระตุ้นให้เกิ ดอาการมากขึ้นจะแตกต่างกันในแต่ ละโรค 

ด้าน นพ.ภวิศ เหลืองเวชการ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชบำบัดวิ กฤตระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล  กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดมีความแตกต่ างจากสโตรก (stroke) คือ ภาวะฉุกเฉินของระบบประสาทที่เกิ ดจากหลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน หรือแตก ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ชา พูดลำบาก ปากเบี้ยว หรือการทรงตัวผิดปกติเฉียบพลั นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน แต่จะมีแนวทางการวินิจฉั ยและการรักษาที่แตกต่างไปจากฮี ทสโตรก ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หลายอย่างโดยขึ้นอยู่กั บระยะเวลาที่ร่างกายมีอุณหภูมิ สูงผิดปกติ โดยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทั นท่วงทีอาจทำให้เกิดผลเสียต่ ออวัยวะสำคัญต่างๆจนอาจถึงขั้ นเสียชีวิตได้ เช่น โรคทางสมองมีโอกาสทำให้เกิ ดอาการชัก สมองบวม อาจเกิดการเสียหายถาวรของเซลล์ สมอง อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ส่งผลกระทบถึงภาวะไตวายเฉียบพลั นได้ การสูญเสียสารน้ำทำให้เลือดที่ ไปเลี้ยงตับลดลงอาจทำให้เกิดภาว ะตับวายมีการทำงานที่หนักขึ้ นของหัวใจอาจส่งผลให้หัวใจเต้ นผิดจังหวะเกิดภาวะหัวใจวายได้ อาจทำให้เกิดภาวะวิกฤติ ทางระบบการหายใจ (Acute respiratory distress syndrome)อาจทำให้เกิดภาวะเลื อดออกง่าย หรือเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย

แพทย์แนะวิธีรับมือเบื้องต้ นสามารถทำได้โดยการลดอุณหภูมิร่ างกาย 1.พาผู้ป่วยเข้ามาพักในที่ร่ มหรือในที่ที่มีเครื่องปรั บอากาศและมีอุณหภูมิที่เย็นลง 2.ถอดเสื้อผ้าและคลายเครื่องแต่ งกายที่รัดแน่นจนเกินไปออกเพื่ อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัว 3.อาจ เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือใช้ถุงน้ำแข็งวางบริเวณศี รษะ ลำคอ รักแร้และขาหนีบ หรืออาจใช้สเปรย์น้ำเย็นพ่น4.ห้ ามดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำ ตาลหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทนี้ จะทำให้ความสามารถในการปรับอุ ณหภูมิของร่างกายสูญเสียไป รวมถึงการดื่มน้ำเย็นๆ ในทันทีจะทำให้เกิดการหดเกร็ งของกระเพาะอาหารได้

ทั้งนี้ ภาวะฮีทสโตรกป้องกันได้ ดังนี้ สวมใส่เสื้อผ้าโปร่งระบายลมได้ ง่าย หากรู้ตัวว่าจะต้องไปอยู่ในที่ อากาศร้อนอาจป้องกันตั วเองจากแสงแดดโดยสวมใส่แว่นกั นแดดหรือหมวกรวมถึงใช้ครีมกั นแดดที่มี SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่ างหนักในที่อาการร้อนและถ่ ายเทไม่สะดวกหากพบผู้ป่วยที่ต้ องสงสัยว่ามีอาการที่เข้าข่ ายของโรค ควรติดต่อขอความช่วยเหลื อจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินหรื อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคี ยงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โทร.02-310-3000 contact center โทร.1719  

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226663.html
ขอขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/226663.html

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต