เมื่อ “แสงแดด” ทำร้าย “ดวงตา”

6 พ.ย. 2563 10:14 น.

นอกจาก “แสงแดด” จะทำร้ายผิวพรรณสวยๆ ของเราแล้ว แสงแดดยังทำร้ายสุขภาพ “ดวงตา” ได้อีกด้วย Lady MIRROR รู้หรือไม่ว่า…ที่สำคัญกว่านั้น คือ ดวงตา บอบบางกว่าผิวหนังมากๆ ดังนั้นสาวๆ จึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลสุขภาพดวงตาเด็ดขาด โดยเฉพาะกับสาวออฟฟิศที่ได้รับ “แสงสีฟ้า” (Blue Light) จากจอคอมพิวเตอร์และมือถือนานๆ หรือสาวที่ทำงานหรือชอบออกกำลังกลางแสงแดด จะมี “แสงสีน้ำเงิน” (Blue Light) ที่คอยทำอันตรายต่อจอประสาทตาได้ เอสซีลอร์ผู้นำระดับโลกทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตา ได้อธิบายเรื่องของผลเสียของแสงแดดต่อดวงตาไว้ว่า ทุกครั้งที่ดวงตาสัมผัสกับแสงแดด ก็จะถูกทำร้ายจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวีโดยตรง โดยรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ในแสงแดด จะประกอบไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ชนิด A (UV A), รังสีอัลตราไวโอเลต ชนิด B (UV B) และรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด C (UV C) ที่ส่งผลเสียต่อดวงตาได้เช่นกัน ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดอาการแสบตาเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงจ้านานๆ แต่ดวงตายังสามารถสะสมความเสื่อมทีละน้อย หรือแม้ในระยะเวลาสั้นๆ แสงแดดก็สามารถก่อให้เกิดความบกพร่องทางสายตาได้ และยังเร่งการเสื่อมสภาพของสายตาไปจนถึงโรคตาที่ค่อนข้างรุนแรง จนเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเกี่ยวกับดวงตาที่จะตามมาในอนาคต วันนี้ MIRROR จึงอยากให้สาวๆ ได้รู้ถึงปัญหาจากแสงแดด ที่ทำร้ายสุขภาพดวงตา ว่ามีโรคอะไรบ้าง? และมี How To ในการปกป้องแสงแดดได้อย่างไร?

“แสงแดด” ทำร้าย “ดวงตา”

5 โรคตาเมื่อต้องสัมผัส “แสงแดด”

1. โรคต้อลม เกิดจากการสัมผัสรังสียูวี ซึ่งกระตุ้นการแตกหักของเนื้อเยื่อคอลลาเจนในเยื่อบุตาขาว ทำให้เยื่อบุตาเสื่อมสภาพและหนาตัวขึ้น ส่วนใหญ่ในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อต้อลมมีขนาดใหญ่หรืออักเสบ อาจเกิดอาการเคืองตา แสบตา น้ำตาไหล หรือตาแดงได้

2. โรคต้อเนื้อ ปัจจัยก่อโรคที่สำคัญก็คือการสัมผัสรังสียูวี ในแสงแดดเป็นประจำ จัดอยู่ในกลุ่มโรคเยื่อบุตาเสื่อมสภาพเช่นเดียวกับต้อลม โดยในต้อเนื้อนั้น เยื่อบุตาจะหนาตัวมากขึ้น รวมถึงมีเนื้อเยื่อและเส้นเลือดเกิดมากขึ้น กลายเป็นเนื้อเยื่อแดงๆ อยู่บนตาดำ ซึ่งถ้าต้อเนื้อมีขนาดใหญ่หรือหนามากจนปกคลุมกระจกตา ก็อาจส่งผลต่อการมองเห็น และต่อความโค้งของตาดำจากสิ่งแปลกปลอมในดวงตา

3. โรคต้อกระจก แม้โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ แต่การสัมผัสรังสียูวีเอ (UVA) ในแสงแดดแป็นเวลานาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุล ทำให้เลนส์แก้วตาเสียสภาพความใสไป เมื่อเลนส์ขุ่นย่อมทำให้การมองเห็นลดลง ดังนั้นโรคต้อกระจกจึงสามารถเกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาวได้เช่นกัน

4. โรคจอประสาทตาเสื่อม รังสียูวีบี (UVB) เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการเสื่อมของจุดศูนย์กลางภาพจอประสาทตา โดยรังสียูวีบีจะเข้าไปลดความเข้มข้นของสารสี เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

5. โรคมะเร็ง การอยู่กลางแดดนานๆ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของมะเร็งบริเวณเปลือกตา เพราะเกิดการกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีเมลานินบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตา และมะเร็งผิวหนังบริเวณเปลือกตา

5 How to ปกป้องดวงตาจากแสงแดด

1. สวมแว่นตาป้องกันรังสียูวี

วิธีการป้องกันดวงตาจากแสงแดดที่ดีที่สุด คือ การสวมแว่นที่มีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นควรเลือกแว่นตาหรือเลนส์สายตาที่ปรับสีได้อัตโนมัติ เพื่อปกป้องดวงตาจากรังสียูวีได้ 100% รวมถึงแสงสีน้ำเงินจากอุปกรณ์ดิจิทัล จึงสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งวัน ทั้งในร่มและกลางแจ้ง โดยตัวเลนส์จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเมื่ออยู่กลางแจ้ง และกลับมาใสอีกครั้งเมื่ออยู่ในที่ร่ม ซึ่งเป็นการปกป้องดวงตาจากรังสียูวีในทุกสภาวะแสง แม้ที่มีแดดไม่แรง

2. รับประทานอาหารเพิ่มความแข็งแรงให้ดวงตา

การเลือกทานผักผลไม้ที่มีวิตามินต่างๆ และสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะ สารลูทีน (Lutein) สารชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มคาโรทีนอยด์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเลนส์ตาและจอประสาทตา และยังทำหน้าที่กรองแสงต่างๆ ก่อนจะผ่านไปยังจอประสาทตาด้วย บิลเบอร์รี่ (Billberry) หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบยุโรป ในอดีตผู้คนนิยมนำมาทำแยมและชาเพื่อสุขภาพ เพราะสรรพคุณของบิลเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องการมองเห็นยามกลางคืนได้ดี ลดความเหนื่อยล้าของดวงตา ช่วยให้เส้นเลือดฝอยในตาแข็งแรง และยังมีส่วนในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายจอประสาทตา เบต้าแคโรทีน (Betacarotene) เป็นสารอาหารสำคัญที่เมื่อร่างกายได้รับแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยให้จอประสาทตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการมองเห็นกลางคืน และต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำลายดวงตา อาหารที่มีวิตามินเอ ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว ผลไม้เนื้อสีเหลืองและสีส้ม รวมถึงผลิตภัณฑ์นม ไข่แดง ตับหมูและตับวัว

3. หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด

สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดจัด โดยช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพราะเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดรุนแรงมากที่สุด และทำอันตรายโดยตรงต่อสุขภาพดวงตาและผิวหนังด้วย

4. หยอดน้ำตาเทียม

หยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา โดยเฉพาะในช่วงที่สาวๆ ใช้สายตาอย่างหนักหน่วง หรือเมื่อยล้าสายตามาตลอดทั้งวัน น้ำตาเทียมสามารถช่วยได้จริงๆ

5. ตรวจความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคตา

นอกจากการดูแลดวงตาทั้งภายนอกและภายในแล้ว การตรวจคัดกรองความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคตาเป็นประจำทุกปี ก็ช่วยให้เราสามารถดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดโรคเกี่ยวกับดวงตาขึ้น เรื่องดวงตาเป็นเรื่องสำคัญนะสาวๆ โดยเฉพาะยุคโซเชียลแบบนี้ ที่ทุกคนใช้มือถือไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง

เรื่อง “แสงแดด” ทำร้าย “ดวงตา” ที่นำมาเสนอวันนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่สาวๆ เองไม่ควรละเลยไปนะคะ เพราะอย่างที่บอก “ดวงตา” บอบบางกว่าผิวเราเสียอีก ดังนั้นเราต้องดูแล “สุขภาพดวงตา” ให้ดีนะคะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1969154
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1969154