บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

ป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าด้วย “ครีมกันแดด”

20 ต.ค. 2563 11:33 น.

“ครีมกันแดด” สกินแคร์ที่สาวๆ ไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพราะแสงแดดและ “แสงสีฟ้า” ที่มาจากมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่อยู่กับเรามากกว่าวันละ 5 ชั่วโมง ถือเป็นภัยเงียบที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน ทั้งนี้แสงดังกล่าวจะสามารถทำร้ายผิวหน้าและผิวพรรณของเราได้อย่างมาก หลายคนอาจยังไม่เคยได้รับปัญหาจากแสงโดยตรง แต่ถ้า Lady MIRROR คนไหนเกิดปัญหาผิวหน้า อย่างฝ้า กระ หรือริ้วรอย จะรู้ว่าอันตรายจากแสงนั้นมันมากมายกว่าที่สาวๆ คิดไว้เสียอีก หนำซ้ำยังการรักษาให้หายขาด ยังเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน บางปัญหาอาจรักษาไม่ได้เลยซ้ำ ดังนั้นสาวๆ ทั้งหลายควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับ “ครีมกันแดด” มากที่สุด จะให้ดีควรเลือกพิจารณาครีมกันแดด เป็นสกินแคร์พื้นฐานอันดับแรกด้วย เพื่อปกป้องผิวหน้าไม่ให้เกิดปัญหาตามมา วันนี้ MIRROR จึงมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการวิธีเลือกและทริกสำหรับทา “ครีมกันแดด” มาฝากกันค่ะ

“ครีมกันแดด” ปกป้อง 4 รังสีจากแสง

4 รังสีปกป้องด้วย “ครีมกันแดด”

“ครีมกันแดด” ที่เหมาะสมจะต้องมีสเปกตรัมกว้าง (Broad Spectrum) เพื่อปกป้องผิวของคุณจากรังสีจากดวงอาทิตย์ อย่าง UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากคุณได้รับรังสียูวีทั้ง 2 ตัวนี้เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้ผิวมีสุขภาพแย่ ดูแก่ก่อนวัยอันควร และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังมีรังสีอินฟราเรด (IR) หรือรังสีความร้อนที่เราสัมผัสได้โดยตรง ไม่ว่าจากดวงอาทิตย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือไฟหลอดนีออน สามารถแทรกซึมทำลายผิวได้ลึกกว่ารังสี UVA และ UVB เสียอีก และยังหมายรวมถึงแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่มาจากมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่อยู่กับเรามากกว่าวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่คอยทำร้ายผิวเรา โดยจะเข้าทำลายเซลล์ผิวได้มากกว่ากับรังสี UV หากครีมกันแดดที่สาวๆ เลือกสามารถป้องกันได้ครบทุกรังสี จะยิ่งดีกับผิวหน้าและผิวพรรณของสาวๆ เป็นอย่างมาก

“แสงสีฟ้า” คืออะไร?

“แสงสีฟ้า” หรือ “Blue Light” คือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกวัน ถือเป็น 1 ใน 3 ของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง (High-Energy Visible) ทั้งนี้แสงทั้งหมดมีด้วยกัน 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน โดยแสงที่เรามองเห็นได้ จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ทั้งนี้ “แสงสีฟ้า” นั้นมาจากทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าสาวๆ จะหลบยังไง แสงก็ยังสามารถที่จะสะท้อนมาหาเราได้อยู่ดี ซึ่งหลักๆ แล้วมาจากดวงอาทิตย์จะมีปริมาณของแสงที่มีความเข้มมากที่สุด และเป็นแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ นอกจากนี้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะจากหลอดไฟ LED ตามบ้านเรือน หรือแม้แต่ไฟหน้ารถและท้ายรถ อุปกรณ์ดิจิตอล เช่น นาฬิกา (Smart Watch) จอทีวี จอคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ก จอโทรศัพท์ หรือแทบเล็ต ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นสามารถปล่อยแสงสีฟ้าออกมาได้ทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังสามารถเจอ “แสงสีฟ้า” ได้ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้เราจำเป็นต้องเลือก “ครีมกันแดด” ที่สามารถปกป้องแสงสีฟ้าได้ด้วย

เลือก “ครีมกันแดด”

ค่าประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีของ “ครีมกันแดด” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า SPF นั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับแสงแดด ดังนั้นการเลือกใช้ “ครีมกันแดด” ที่มีค่า SPF และค่า PA สูงนั้น หมายถึงระยะเวลาปกป้องรังสีต่างๆ ได้ยาวนานขึ้น ทำให้เราแน่ใจว่า “ครีมกันแดด” ที่เราเลือกสามารถปกป้องผิวหน้าได้ทั้งวัน ทั้งนี้เราแนะนำว่าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดในเมืองไทย นอกจากนี้คุณสมบัติในการกันน้ำก็สำคัญเช่นกัน เหงื่อและกิจกรรมกลางแจ้งอาจจะทำให้ “ครีมกันแดด” โดนชะล้างออกไป เราจึงแนะนำผลิตภัณฑ์ที่กันแดดได้ตั้งแต่ 80 นาทีขึ้นไป หรือเราจะทาซ้ำระหว่างวันจะยิ่งส่งผลดีกับผิวเรายิ่งขึ้น

การใช้ “ครีมกันแดด” ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อไม่เข้มข้นมากนัก จนทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะและไม่สบายผิว โดยเหตุผลหนึ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะทา “ครีมกันแดด” ก็คือความเหนียวเหนอะหนะบนผิว โดยเฉพาะยิ่งเวลาเจออากาศร้อนๆ แบบเมืองไทยแล้วละก็ ยิ่งรู้สึกไม่สบายตัวจนแทบไม่อยากจะขยับไปไหน แต่สาวๆ รู้หรือไม่ การเลือกครีมกันแดดและผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ที่มีเนื้อบางเบาจนเกินไป ก็อาจจะไม่สามารถปกป้องผิวเราได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น แต่เราขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ในครีมกันแดดควรมีส่วนผสมของวิตามินอีและอโลเวรา เพื่อช่วยกักเก็บและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าในการต่อสู้กับแสงแดดด้วย

รู้หรือไม่? ค่า SPF ใน BB หรือ CC ครีมอาจไม่เพียงพอ

สาวๆ ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของเมคอัพเบส อย่าง BB ครีม หรือ CC ครีม เพราะจะทำให้คุณสมบัติของกันแดดลดทอนลงไป ซึ่งส่วนใหญ่ค่า SPF จะน้อย และทำให้ประสิทธิภาพการปกป้องลดลง ซึ่งอาจเพิ่มปัญหาความมันบนใบหน้า และจะทำให้ไม่สามารถใช้ในเวลากลางคืนได้ด้วย ดังนั้นสาวๆ ควรเลือกลงครีมกันแดดทับอีกที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องแสงแดดด้วย

หนึ่งสิ่งต้องคำนึง “ครีมกันแดด” ปกป้องท้องทะเล

คุณสาวๆ รู้ไหมว่าใน “ครีมกันแดด” ทั่วๆ ไปที่คุณใช้อยู่มีผลต่อ “สิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะท้องทะเลสีฟ้าใสที่คุณรัก! สารเคมีจำพวก Oxybenzone และ Octinoxate ที่ผสมอยู่ในครีมกันแดดที่ปกป้องผิวของคุณอยู่ในขณะที่คุณว่ายน้ำดำนำอยู่ในท้องทะเล จะทำลายปะการังสีสวยๆ ใต้ท้องทะเล ด้วยการทำให้เกิดการฟอกขาวของปะการัง และทำให้การแตกหน่อขยายพันธุ์ของปะการังหยุดชะงักลง รวมไปถึงผลเสียในระยะยาวต่อระบบห่วงโซ่อาหาร และที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำอีกด้วย ดังนั้นแล้ว “ครีมกันแดด” ขวดต่อไป จะต้องไม่มีส่วนผสมของสารเคมีเหล่านี้อยู่ เพียงเท่านี้สาวๆ ก็มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วจ้ะ

เทคนิคทา “ครีมกันแดด”

เมื่อเราเลือก “ครีมกันแดด” ได้แล้ว หลังจากทาครีมบำรุงผิวเรียบร้อยทุกขั้นตอน ก็ตามด้วยครีมกันแดดคู่ใจทันที แนะนำให้แต้มครีมกันแดดลง 5 จุดบนใบหน้า ได้แก่ หน้าผาก จมูก คาง และแก้มทั้ง 2 ข้าง แล้วใช้นิ้วมือข้างซ้ายตบเบาๆ เพื่อให้ครีมซึมทั่วใบหน้า เทคนิคที่ให้สาวๆ ใช้มือซ้าย ก็เพราะว่าการใช้มือข้างที่ไม่ถนัด จะสามารถเบาแรงกระทบระหว่างนิ้วมือกับผิวหน้าได้ดีมากกว่ามือที่ถนัดนั่นเอง แถมยังช่วยให้ครีมกันแดดซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เอาล่ะ…เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ถ้าไม่อยากมีปัญหาผิวหน้า ผิวเสีย ใบหน้าหมองคล้ำ ตื่นเช้ามาอย่าลืมทากันแดดก่อนออกจากบ้านกันนะคะ ย้ำกันอีกที!…เลือกที่ปราศจากวัตถุกันเสียและสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วย สนใจอ่านบทความเกี่ยวกับ “สุขภาพ” ได้ที่นี่

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936239
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936239

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต