รู้จัก “โฟมล้างหน้า” ไอเทมพื้นฐาน ของสาวหน้าใส

21 ต.ค. 2563 13:25 น.

ล้างหน้าเป็นขั้นตอนพื้นฐานในการดูแลผิวหน้า หลายคนไม่ให้ความสำคัญ เพราะคิดว่าอะไรที่ทำความสะอาดก็ล้างหน้าได้ ซึ่งไม่จริงเลยนะคะ เราควรใช้เวลาในการหาโฟมล้างหน้าเหมาะที่สุดสำหรับสภาพผิวตัวเอง วันนี้ Mirror จะมาเล่าเรื่องพื้นฐานดีๆ เกี่ยวกับการโฟมล้างหน้าให้กับสาวๆ ได้อ่าน เพื่อให้สาวๆ ล้างหน้าแล้วได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดค่ะ

โฟมล้างหน้ากับน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว

ผิวมีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ ล้างหน้าแล้วต้องรู้สึกสบายผิว ผิวนุ่ม ไม่ใช่รู้สึกหน้าตึงเอี๊ยด นั่นเป็นการทำร้ายผิวเพราะหน้าที่แห้งตึงหลังล้างหน้า ทำให้ผิวเสียสมดุล

การล้างหน้าช่วยเตรียมผิวก่อนเข้าสู่ขั้นตอนบำรุง
โฟมล้างหน้าที่ดีควรมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวหน้า เพราะคุณล้างหน้าทุกวัน ถ้าคุณล้างวันละ 2 ครั้ง การทำความสะอาดผิว น่าจะควบคู่ไปกับการบำรุงเล็กน้อยด้วย อย่างน้อยล้างแล้วก็ต้องไม่ทำให้ผิวเสียบาลานซ์ เพื่อเป็นการเตรียมผิวสู่ขั้นตอนการบำรุง

รู้จักสาร “SLS” ในโฟมล้างหน้าแบบมีฟอง
โฟมล้างหน้าแบบมีฟองเยอะ (ไม่ใช่วิปโฟม) จะมีส่วนผสมของสาร SLS หรือสารลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ขจัดน้ำมันได้ดี SLS อยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่เกิดฟอง ไม่ว่าจะแชมพูสระผม สบู่ ไปจนถึงน้ำยาซักผ้า น้ำยาถูพื้น ซึ่งถือว่าเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองกับผิวได้ง่าย ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้า จะมีส่วนผสมของ SLS ปริมาณไม่มาก แต่ผิวมีโอกาสแพ้สูง และทำให้ผิวกระด้าง ทางที่ดีหลีกเลี่ยง SLS ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์บนใบหน้า

วิปโฟมล้างหน้า คือ อะไร
วิปโฟมไม่เหมือนกับโฟมมีฟอง วิปโฟม คือโฟมที่มีสารชำระล้างค่อนข้างสูง แต่เมื่อนำมาตีเป็นก้อนโฟมสารชำระจะเจือจางลง และได้โฟมที่มีอณูเล็ก เป็นก้อนโฟมหนา ข้อดีคือการใช้วิปโฟมทำให้มือไม่สัมผัสหน้าโดยตรง ยิ่งคนที่ชอบล้างหน้าแรงๆ จะใช้น้ำหนักมือนวด ยิ่งแรงก็ยิ่งเสียดสีกับผิว แต่วิปโฟมมาเป็นตัวกลางระหว่างนิ้วกับผิวหน้า ทำให้นวดวนล้างหน้าได้นานขึ้นไม่บาดผิว และการนวดอย่างนุ่มนวลนี้ก็มีส่วนกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวดูสดใสหลังล้างหน้า และวิปโฟมเป็นโฟมที่มีอณูเล็กมาก สามารถชำระสิ่งสกปรกตามซอกมุม หรือแม้แต่รอบรูขุมขนได้ดี

ถึงตอนนี้สาวๆ คงรู้แล้วว่าการทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด โดยที่อยากให้ผิวดี ไม่มีริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวใสขึ้น ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นเบื้องต้น ซึ่งอีกส่วนที่สาวๆ ต้องให้ความใส่ใจมากๆ อีกอย่างคือ ควรรู้สภาพผิวของตัวเอง และเลือกซื้อโฟมล้างหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวกันด้วยนะคะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1956979
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/1956979

ไอเดียทำเล็บโทนน้ำตาลสวยหรูดูแพง ทำแล้วมือสวย

เอาไอเดียทำเล็บโทนน้ำตาลสวยๆ มาฝากสาวๆ ที่กำลังหาไอเดียทำเล็บอยู่ค่า ใครกำลังอยากไปเปลี่ยนสีเล็บใหม่ ถ้าอยากได้ลายเล็บสวยหรูดูดีทำแล้วเข้ากับชุดง่าย แนะนำให้ลองทำเล็บโทนน้ำตาลแบบนี้ค่ะ รับรองว่าสวย


ใครชอบความหรูหราลองทำเป็นลายกระหรือลายหินสวยๆ อาจจะตกแต่งกากเพชร หรือจิวเวลรี่ต่างๆ เพื่อให้ดูอลังการขึ้นก็ได้


แต่ถ้าใครชอบแบบเรียบง่ายอาจจะเลือกสีน้ำตาลทาสลับกับสีทองหรือสีเทาก็ได้ค่ะ จะคุมโทนเข้ากันสวยเลย


ถ้ายังคิดไอเดียไม่ออก ลองไปส่องแล้วเซฟไปทำกันได้เล้ยยยยย

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/168679/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/168679/

Huxley Clay Mask มาสก์โคลน เพื่อผิวกระจ่างใส อิ่มน้ำ

ใหม่ CLAY MASK ; BALANCE BLEND มาสก์โคลนที่เบลนด์มาเพื่อผิวอิ่มน้ำ กระจ่างใส และสะอาดบริสุทธิ์

 

พัฒนาจากเทรนด์ความงามที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน Home Spa หรือการทำทรีทเม้นท์สปาด้วยตัวเองที่บ้าน เป็นการดูแลปรนนิบัติตนเองแบบพิเศษ ซึ่งผู้นำเทรนด์ด้านความงามโลกได้นำมาใช้ปรนนิบัติผิว เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพผิวและสุขภาพโดยรวม หนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวแบบพิเศษที่แฟนๆ ของฮักซ์ลีย์โปรดปราน เราใช้สารผลัดเซลล์ผิวธรรมชาติ ได้แก่ รังบวบ #loofah และ เปลือกวอลนัท #walnut_shell ใน Scrub Mask ; Sweet Therapy สำหรับการขัดผิวอย่างอ่อนโยนแต่สะอาดล้ำลึก และค้นพบว่ามาสก์หน้าค้างคืนหรือสลีปปิ้ง มาสก์จำนวนมากในตลาดมีความหนืดทำให้ไม่สบายผิว เราจึงคิดค้น Sleep Mask ; Good Night มาสก์สูตรเฉพาะที่บำรุงผิวอย่างล้ำลึกแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึ่งได้ผลตอบรับในเชิงบวกมากมายเกี่ยวกับความไม่เหนียวเหนอะหนะนี้ และขั้นตอนใหม่ล่าสุดเพื่อผิวอิ่มน้ำ กระจ่างใส และสะอาดบริสุทธิ์

Clay Mask ; Balance Blend เบลนด์ด้วยโคลนลาวาราซซูลจากเทือกเขาแอตลาสในโมร็อกโกอ่อนโยน แต่ดูดซับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก ช่วยฟื้นบำรุง โอบอุ้มผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ กระจ่างใส

โคลนมีคุณสมบัติช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้อย่างดีเยี่ยม การเลือกโคลนให้เข้ากับสภาพผิว สามารถช่วยให้ผิวมีสุขภาพ และสมดุลที่ดี

มาสก์โคลนของฮักซ์ลีย์ เป็นการผสมผสานกันของโคลนจากธรรมชาติ ระหว่างโคลนลาวาราซซูลจากเทือกเขาแอตลาสในโมร็อกโก (Moroccan Rhassoul Clay) กับโคลนชนิดอื่นๆ ทั้งโคลนดำจากทะเลเดดซี โคลนขาวจากอเมซอน โคลนเขียวจากฝรั่งเศส และเบนโทไนท์เข้าด้วยกัน ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และดูดซับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก แต่อ่อนโยน ใช้ได้แม้ผิวแพ้ง่าย ช่วยปรับสภาพผิว ให้ผิวกระจ่างใส สะอาดบริสุทธิ์ และด้วยการผสมผสานโคลนหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติ และคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน มาสก์โคลนของฮักซ์ลีย์จึงเปรียบเสมือนเป็นการดูแลผิวแบบครบวงจร ที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

มาสก์โคลนทั่วไปจะทำให้ผิวแห้งตึง เมื่อล้างออก ซึ่งจะทำให้ผิวหลั่งน้ำมันออกมามากกว่าปกติ เพื่อคืนความสมดุลให้ผิว มาสก์โคลนของฮักซ์ลีย์มีส่วนประกอบของน้ำสูง อีกทั้งยังมีส่วนผสมของน้ำสกัดจากกระบองเพชร และน้ำมันสกัดจากเมล็ดกระบองเพชรพริคลีย์ แพร์ ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างออก ช่วยฟื้นบำรุง โอบอุ้มผิวให้ชุ่มชื้น และปลอบประโลมผิวให้รู้สึกสบาย เหลือไว้แต่เพียงผิวเนียนนุ่ม แลดูสุขภาพดี

ขั้นตอนการใช้ #Huxley_THSpaRoutine

 

ขั้นตอนที่ 1 ฟื้นฟูสภาพผิวด้วยสารผลัดเซลล์ผิวธรรมชาติจากรังบวบ และเปลือกวอลนัทจาก Scrub Mask ; Sweet Therapy ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วพร้อมดูดซับสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในรูขุมขนออกได้อย่างล้ำลึก

ขั้นตอนที่ 2 ดูดซับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนด้วย Clay Mask ; Balance Blend ที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างออก ช่วยโอบอุ้มผิวให้ชุ่มชื้น และปลอบประโลมผิวให้รู้สึกสบาย เหลือไว้แต่เพียงผิวเนียนนุ่ม แลดูสุขภาพดี

ขั้นตอนที่ 3 ฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึกด้วย Sleep Mask ; Good Night ที่อุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่างพริคลีย์ แพร์, เซนเทลลา เอเชียทิก้า, ไฮยาลูรอนิค แอซิด ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ลดอาการระคายเคือง ต่อต้านอนุมูลอิสระ และกักเก็บความชุ่มชื้น ให้ผิวนุ่มลื่นเรียบเนียน

 

ทิปส์

o   ผสม Clay Mask กับ Scrub Mask ในปริมาณเท่าๆ กัน ทาลงบนผิวแล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นค่อยๆเติมน้ำทีละน้อย พร้อมนวดเบาๆ เพื่อผลัดเซลล์ผิว และขจัดน้ำมันส่วนเกินออกจากผิว

o   ผสม Clay Mask กับ Cleansing Gel หรือ Cleansing Foam ในปริมาณเท่าๆ กัน ผสมน้ำเล็กน้อยให้เกิดฟอง แล้วนวดเบาๆลงบนผิวหน้า จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพื่อมาสก์หน้า พร้อมทั้งทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึกในขั้นตอนเดียว

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/168661/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/168661/

“ผัดหมี่เจ” เมนูเจสำหรับสาวรักสุขภาพ

21 ต.ค. 2563 10:41 น.

“ผัดหมี่เจ” เมนูอาหารที่เป็นทั้ง “อาหารเจ” และ “เมนูสุขภาพ” ในเวลาเดียวกัน แน่นอนช่วงเวลาเทศกาลกินเจแบบนี้ Lady MIRROR อาจหาเมนูนี้รับประทานได้ไม่ยากนัก เพราะทุกที่ต่างก็มีร้านอาหารเจทำเมนูนี้ออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าสาวๆ ต้องรับประทานผัดหมี่เจแบบไม่อ้วน ใส่น้ำมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่ทำให้ไขมันเพิ่มขึ้น จะดีกว่ามั้ยถ้าเราลองหันมาทำ “ผัดหมี่เจ” รับประทานเองดูะ เมนูง่ายๆ แบบนี้ไม่น่าจะทำยาก และที่สำคัญยังเป็นเมนูสุขภาพติดบ้านได้อีกด้วย เรามาเริ่มทำกันเลยจ้า

“ผัดหมี่เจ” เมนูสุขภาพที่ทำเองง่ายๆ

ส่วนผสมในการทำ “ผัดหมี่เจ”

– เส้นหมี่ 1 ห่อ 

– เต้าหู้ 1 แผ่น หั่นขนาดตามชอบ 

– กะหล่ำปลี 1 กำมือ 

– เห็ดหอมขนาดใหญ่ 2 ดอก 

– แคร์รอต 1/4 หัว 

– น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ 

– ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ 

– น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา 

– พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำ “ผัดหมี่เจ”  

1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป เมื่อน้ำมันร้อนใส่เต้าหู้ลงไปทอด จากนั้นพอเต้าหู้สุกให้พักไว้ 

2. นำเห็ดหอมที่แช่น้ำจนนิ่ม ที่หมักซอสและน้ำมันงา แล้วลงไปรวนในน้ำมัน 

3. เทน้ำมันออกจากกระทะ ถ้ามีปริมาณที่มากเกินไป 

4. นำเต้าหู้ที่พักไว้มาคลุกให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น 

5. ใส่ผักต่างๆ ลงไปคลุกเคล้าในกระทะ เมื่อผักเริ่มสลดให้ใส่เส้นหมี่ที่ลวกไว้ลงไปค่อยๆ ผัดให้เข้ากัน จนทุกอย่างสุก แล้วจึงปิดไฟ ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

เห็นมั้ยคะ…เมนู “ผัดหมี่เจ” ง่ายแสนง่าย และทำเองได้ที่บ้านแน่นอนค่ะ ที่สำคัญสาวๆ รับประทานแล้วได้ทั้งความสะอาด ความอร่อย และอิ่มบุญกันทั่วหน้าในช่วงเทศกาลกินเจแบบนี้ ลองไปรับประทานกันดูนะคะ ที่สำคัญสาวๆ ที่กินเจ อย่าลืมแวะไปกราบสักการะขอพรเทพมารีจี มหาโพธิสัตว์ หรือเต๊าบ้อ เจ้าแม่แห่งดวงดาว และเทพแห่งดวงดาวทั้ง 9 องค์ ซึ่งเป็นเทพแห่งเทศกาลกินเจ ภายในงานอิ่มบุญอิ่มเจ 4 ภาค สุขภาพดี เสริมบารมีวิถีบุญ ระหว่างวันที่ 16-25 ตุลาคมนี้ ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม งานนี้อิ่มท้องกับเมนูสุขภาพดี และอิ่มบุญเพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลกับชีวิตด้วยจ้า

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1957556
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1957556

ป้องกันผิวจากแสงสีฟ้าด้วย “ครีมกันแดด”

20 ต.ค. 2563 11:33 น.

“ครีมกันแดด” สกินแคร์ที่สาวๆ ไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพราะแสงแดดและ “แสงสีฟ้า” ที่มาจากมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่อยู่กับเรามากกว่าวันละ 5 ชั่วโมง ถือเป็นภัยเงียบที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน ทั้งนี้แสงดังกล่าวจะสามารถทำร้ายผิวหน้าและผิวพรรณของเราได้อย่างมาก หลายคนอาจยังไม่เคยได้รับปัญหาจากแสงโดยตรง แต่ถ้า Lady MIRROR คนไหนเกิดปัญหาผิวหน้า อย่างฝ้า กระ หรือริ้วรอย จะรู้ว่าอันตรายจากแสงนั้นมันมากมายกว่าที่สาวๆ คิดไว้เสียอีก หนำซ้ำยังการรักษาให้หายขาด ยังเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน บางปัญหาอาจรักษาไม่ได้เลยซ้ำ ดังนั้นสาวๆ ทั้งหลายควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับ “ครีมกันแดด” มากที่สุด จะให้ดีควรเลือกพิจารณาครีมกันแดด เป็นสกินแคร์พื้นฐานอันดับแรกด้วย เพื่อปกป้องผิวหน้าไม่ให้เกิดปัญหาตามมา วันนี้ MIRROR จึงมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการวิธีเลือกและทริกสำหรับทา “ครีมกันแดด” มาฝากกันค่ะ

“ครีมกันแดด” ปกป้อง 4 รังสีจากแสง

4 รังสีปกป้องด้วย “ครีมกันแดด”

“ครีมกันแดด” ที่เหมาะสมจะต้องมีสเปกตรัมกว้าง (Broad Spectrum) เพื่อปกป้องผิวของคุณจากรังสีจากดวงอาทิตย์ อย่าง UVA และ UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากคุณได้รับรังสียูวีทั้ง 2 ตัวนี้เป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้ผิวมีสุขภาพแย่ ดูแก่ก่อนวัยอันควร และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังมีรังสีอินฟราเรด (IR) หรือรังสีความร้อนที่เราสัมผัสได้โดยตรง ไม่ว่าจากดวงอาทิตย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือไฟหลอดนีออน สามารถแทรกซึมทำลายผิวได้ลึกกว่ารังสี UVA และ UVB เสียอีก และยังหมายรวมถึงแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่มาจากมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ที่อยู่กับเรามากกว่าวันละ 5 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่คอยทำร้ายผิวเรา โดยจะเข้าทำลายเซลล์ผิวได้มากกว่ากับรังสี UV หากครีมกันแดดที่สาวๆ เลือกสามารถป้องกันได้ครบทุกรังสี จะยิ่งดีกับผิวหน้าและผิวพรรณของสาวๆ เป็นอย่างมาก

“แสงสีฟ้า” คืออะไร?

“แสงสีฟ้า” หรือ “Blue Light” คือแสงที่เรามองเห็นอยู่ทุกวัน ถือเป็น 1 ใน 3 ของแสงขาวจากแสง UV สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง (High-Energy Visible) ทั้งนี้แสงทั้งหมดมีด้วยกัน 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน โดยแสงที่เรามองเห็นได้ จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm โดยแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm นั่นเอง

ทั้งนี้ “แสงสีฟ้า” นั้นมาจากทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าสาวๆ จะหลบยังไง แสงก็ยังสามารถที่จะสะท้อนมาหาเราได้อยู่ดี ซึ่งหลักๆ แล้วมาจากดวงอาทิตย์จะมีปริมาณของแสงที่มีความเข้มมากที่สุด และเป็นแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ นอกจากนี้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะจากหลอดไฟ LED ตามบ้านเรือน หรือแม้แต่ไฟหน้ารถและท้ายรถ อุปกรณ์ดิจิตอล เช่น นาฬิกา (Smart Watch) จอทีวี จอคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ก จอโทรศัพท์ หรือแทบเล็ต ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นสามารถปล่อยแสงสีฟ้าออกมาได้ทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งหรือในร่ม เราก็ยังสามารถเจอ “แสงสีฟ้า” ได้ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้เราจำเป็นต้องเลือก “ครีมกันแดด” ที่สามารถปกป้องแสงสีฟ้าได้ด้วย

เลือก “ครีมกันแดด”

ค่าประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีของ “ครีมกันแดด” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า SPF นั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับแสงแดด ดังนั้นการเลือกใช้ “ครีมกันแดด” ที่มีค่า SPF และค่า PA สูงนั้น หมายถึงระยะเวลาปกป้องรังสีต่างๆ ได้ยาวนานขึ้น ทำให้เราแน่ใจว่า “ครีมกันแดด” ที่เราเลือกสามารถปกป้องผิวหน้าได้ทั้งวัน ทั้งนี้เราแนะนำว่าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดในเมืองไทย นอกจากนี้คุณสมบัติในการกันน้ำก็สำคัญเช่นกัน เหงื่อและกิจกรรมกลางแจ้งอาจจะทำให้ “ครีมกันแดด” โดนชะล้างออกไป เราจึงแนะนำผลิตภัณฑ์ที่กันแดดได้ตั้งแต่ 80 นาทีขึ้นไป หรือเราจะทาซ้ำระหว่างวันจะยิ่งส่งผลดีกับผิวเรายิ่งขึ้น

การใช้ “ครีมกันแดด” ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เนื้อไม่เข้มข้นมากนัก จนทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะและไม่สบายผิว โดยเหตุผลหนึ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะทา “ครีมกันแดด” ก็คือความเหนียวเหนอะหนะบนผิว โดยเฉพาะยิ่งเวลาเจออากาศร้อนๆ แบบเมืองไทยแล้วละก็ ยิ่งรู้สึกไม่สบายตัวจนแทบไม่อยากจะขยับไปไหน แต่สาวๆ รู้หรือไม่ การเลือกครีมกันแดดและผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดด ที่มีเนื้อบางเบาจนเกินไป ก็อาจจะไม่สามารถปกป้องผิวเราได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น แต่เราขอแนะนำเพิ่มเติมว่า ในครีมกันแดดควรมีส่วนผสมของวิตามินอีและอโลเวรา เพื่อช่วยกักเก็บและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าในการต่อสู้กับแสงแดดด้วย

รู้หรือไม่? ค่า SPF ใน BB หรือ CC ครีมอาจไม่เพียงพอ

สาวๆ ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของเมคอัพเบส อย่าง BB ครีม หรือ CC ครีม เพราะจะทำให้คุณสมบัติของกันแดดลดทอนลงไป ซึ่งส่วนใหญ่ค่า SPF จะน้อย และทำให้ประสิทธิภาพการปกป้องลดลง ซึ่งอาจเพิ่มปัญหาความมันบนใบหน้า และจะทำให้ไม่สามารถใช้ในเวลากลางคืนได้ด้วย ดังนั้นสาวๆ ควรเลือกลงครีมกันแดดทับอีกที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องแสงแดดด้วย

หนึ่งสิ่งต้องคำนึง “ครีมกันแดด” ปกป้องท้องทะเล

คุณสาวๆ รู้ไหมว่าใน “ครีมกันแดด” ทั่วๆ ไปที่คุณใช้อยู่มีผลต่อ “สิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะท้องทะเลสีฟ้าใสที่คุณรัก! สารเคมีจำพวก Oxybenzone และ Octinoxate ที่ผสมอยู่ในครีมกันแดดที่ปกป้องผิวของคุณอยู่ในขณะที่คุณว่ายน้ำดำนำอยู่ในท้องทะเล จะทำลายปะการังสีสวยๆ ใต้ท้องทะเล ด้วยการทำให้เกิดการฟอกขาวของปะการัง และทำให้การแตกหน่อขยายพันธุ์ของปะการังหยุดชะงักลง รวมไปถึงผลเสียในระยะยาวต่อระบบห่วงโซ่อาหาร และที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำอีกด้วย ดังนั้นแล้ว “ครีมกันแดด” ขวดต่อไป จะต้องไม่มีส่วนผสมของสารเคมีเหล่านี้อยู่ เพียงเท่านี้สาวๆ ก็มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วจ้ะ

เทคนิคทา “ครีมกันแดด”

เมื่อเราเลือก “ครีมกันแดด” ได้แล้ว หลังจากทาครีมบำรุงผิวเรียบร้อยทุกขั้นตอน ก็ตามด้วยครีมกันแดดคู่ใจทันที แนะนำให้แต้มครีมกันแดดลง 5 จุดบนใบหน้า ได้แก่ หน้าผาก จมูก คาง และแก้มทั้ง 2 ข้าง แล้วใช้นิ้วมือข้างซ้ายตบเบาๆ เพื่อให้ครีมซึมทั่วใบหน้า เทคนิคที่ให้สาวๆ ใช้มือซ้าย ก็เพราะว่าการใช้มือข้างที่ไม่ถนัด จะสามารถเบาแรงกระทบระหว่างนิ้วมือกับผิวหน้าได้ดีมากกว่ามือที่ถนัดนั่นเอง แถมยังช่วยให้ครีมกันแดดซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เอาล่ะ…เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ถ้าไม่อยากมีปัญหาผิวหน้า ผิวเสีย ใบหน้าหมองคล้ำ ตื่นเช้ามาอย่าลืมทากันแดดก่อนออกจากบ้านกันนะคะ ย้ำกันอีกที!…เลือกที่ปราศจากวัตถุกันเสียและสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมด้วย สนใจอ่านบทความเกี่ยวกับ “สุขภาพ” ได้ที่นี่

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936239
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1936239