อยากตาสวยห้ามพลาด! 4 วิธีบำรุงขนตาให้ยาวงอนงามอย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากคิ้วแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ช่วยเสริมเสน่ห์ความงามบนใบหน้าให้สาวๆ ได้ดีก็คือ ขนตา เพราะการมีขนตาที่ยาวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ย่อมช่วยให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์สวยงาม และยังเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราปรารถนาอย่างมากอีกด้วย สำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากมีขนตายาวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ เรามีวิธีช่วยบำรุงขนตาให้งอนยาวสวยมาฝาก ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันค่ะ

1.ทานโปรตีน
การทานโปรตีนที่ช่วยในการบำรุงขนตาและเส้นผมนั้น ถือเป็นวิธีที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบหรือจำเป็นต้องแต่งหน้าเป็นประจำ เพราะสารเคมีในเครื่องสำอาง มีผลต่อการทำให้ขนตาและผิวบนใบหน้าอ่อนแอได้ ดังนั้นจึงควรบำรุงขนตาด้วยการทานอาหารประเภทโปรตีน เพราะสารอาหารชนิดนี้จะช่วยให้ขนตาและเส้นผมมีความแข็งแรงนั่นเอง


2.ทาน้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติช่วยบำรุงขนตาให้สวยและยาวอย่างเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากการใช้น้ำมันมะพร้าวเลย ขั้นตอนการทำง่ายๆ แค่เพียงใช้คัตตอนบัตจุ่มน้ำมันมะกอก แล้วทาบางๆ บริเวณปลายขนตาก่อนนอนทุกคืน ก็จะช่วยให้ขนตางอนยาวและเด้งสวยอย่างเป็นธรรมชาติได้แล้วค่ะ

3.ทาน้ำมันละหุ่ง
เชื่อว่าสาวๆ หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่า น้ำมันละหุ่งคือไอเท็มเด็ดของสาวอินเดีย ที่ช่วยให้สาวอินเดียมีขนตาที่ยาวสวยและเรียงรายเป็นแพอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากมีขนตาสวยดกดำและยาวเป็นธรรมชาติแบบสไตล์สาวอินเดีย แนะนำให้ใช้น้ำมันละหุ่งทาบริเวณขนตาก่อนนอนทุกคืน


4.ทาวาสลีน
กระเป๋าเครื่องสำอางของสาวๆ ต้องมีวาสลีนอยู่แน่นอน เพราะถือเป็นไอเท็มเด็ดที่ช่วยบำรุงได้สารพัดอย่าง จะปากแห้งผิวแห้งก็แค่ทาวาสลีน สักพักผิวก็กลับมานุ่มชุ่มชื้นเหมือนเดิม เช่นเดียวกันกับการบำรุงขนตาให้ยาวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถใช้วาสลีนมาทาตั้งแต่บริเวณโคนไปจนถึงปลายขนตาก่อนนอนทุกคืนได้เลย รับรองว่าวิธีนี้ดีไม่แพ้วิธีอื่นๆ เลยทีเดียว

การบำรุงขนตาด้วยการใช้น้ำมันหรือวาสลีน ล้วนช่วยให้ขนตายาวสวยอย่างเป็นธรรมชาติ อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาตามแต่สภาพของขนตาแต่ละคนด้วย แต่เพื่อความมั่นใจในความสวยความงามของขนตา จำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องความแข็งแรงของขนตาด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงแนะนำให้หมั่นทานอาหารประเภทโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการบำรุงทั้งขนตาและเส้นผมให้มีความแข็งแรง อย่าลืมว่าเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ ล้วนมีส่วนในการทำลายขนตาและผิวให้มีความอ่อนแออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/167691/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/167691/

งานนี้ผิวต้องเนียนกับ 4 วิธีกำจัดสิวหัวดำ ที่ทำแล้วเห็นผลดีจริง

สิวถือเป็นปัญหาที่กวนใจของสาวๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบ รอยแดง รอยดำ หัวสิวเม็ดเป้ง หรือแม้กระทั่งสิวหัวดำ หากเกิดขึ้นบนใบหน้าของใคร ก็คงต้องเกิดความกังวลและอยากกำจัดสิวหัวดำออกจากใบหน้าให้หมดเกลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว แต่จะทำอย่างไรสิวก็ไม่ไปสักที วันนี้เรามีวิธีกำจัดสิวหัวดำแบบง่ายๆ และได้ผลมาฝาก จะทำอย่างไรได้บ้างนั้นมาดูกันเลย

1.ใช้แปรงทำความสะอาดหน้า
แปรงทำความสะอาดหน้าที่จะแนะนำคือ แปรงไฟฟ้าที่ใช้แรงการสั่นสะเทือนในการทำความสะอาดใบหน้า ด้วยคลื่นโซนิคที่ทำการสั่นสะเทือนขณะที่นำแปรงไปถูเบาๆ บริเวณใบหน้าจะทำให้คลื่นความถี่ที่เกิดขึ้น ไปสลายสิ่งสกปรกที่อยู่บนใบหน้าให้หลุดออกให้หมด ซึ่งเครื่องทำความสะอาดหน้าดังกล่าวนี้ราคาค่อนข้างสูง แต่การใช้งานดีเยี่ยม


2.มาสก์หน้าด้วยโคลนเป็นประจำ
การมาสก์หน้าด้วยโคลนที่ใช้ลอกสิวหัวดำโดยเฉพาะเป็นประจำทุกสัปดาห์จะช่วยรักษาสิวได้ดีเหมือนกัน โดยโคลนมาสก์หน้าเมื่อได้สัมผัสกับผิวหน้าและรอให้โคลนแห้ง จะทำให้สิวต่างๆ ที่ติดแน่นหลุดอกมากับโคลนมาสก์หน้า ที่นี้สิวหัวดำที่กวนใจก็จะค่อยๆ หายไปแล้วล่ะ

3.ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็น
การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็น จะเป็นการช่วยเปิดรูขุมขนของเรา โดยให้เริ่มจากการล้างด้วยน้ำอุ่นเป็นอันดับแรก ขณะที่ล้างหน้าก็ทำการนวดเบาๆ ให้ทั่วใบหน้า เพื่อช่วยเปิดรูขุมขน และช่วยให้สิวออกมาได้ง่าย จากนั้นให้ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น เพื่อกระชับรูขุมขนให้เล็กลงนั่นเอง


4.ใช้เรตินอลในการรักษาสิว
เรตินอลเป็นตัวยาที่ช่วยในการรักษาสิวหัวดำได้ดี ด้วยอนุพันธุ์ของตัวยาและผิวของเรา ที่ทำให้ผิวผลัดเซลล์ได้มากขึ้นโดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาได้เลย นอกจากนี้ควรปรึกษาเภสัชกรในการใช้ยาตัวนี้ให้ดี ซึ่งการใช้ยาสามารถทำควบคู่ไปกับการลอกผิวด้วยกรดซาลิกไซลิก ซึ่งการลอกสิวหัวดำด้วยสารเคมีชนิดนี้ จะทำให้ผิวหนังถูกผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปเร็วขึ้น

หากใครที่เป็นสิวหัวดำ และไม่รู้จะทำอย่างไรให้สิวหายดี ก็ลองทำตาม 4 วิธีนี้กันดูนะคะ รับรองจะช่วยกำจัดสิวหัวดำให้หมดไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน แถมยังลดการเกิดรอยสิวได้ดีอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมดูแลผิวของตัวเองให้ดีอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวบ่อยๆ นั่นเอง

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/167677/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/167677/

วิตามินบี แบบไหนที่เหมาะกับร่างกาย

17 ก.ย. 2563 10:00 น.

เมื่อพูดถึงคำว่าวิตามินบี เราเชื่อว่าหลายคนอาจมีความสงสัยและคิดว่าทำไมเจ้าวิตามินตัวนี้มันมีสารพัดประเภทที่แยกออกไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 2 บี 3 บี 5 ดูเหมือนว่าชื่อแต่ละอันคงทำให้สาวๆ สับสนกันใช่ไหมคะ และอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเคยเจอคือ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเหมาะกับวิตามินตัวไหน ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้ MIRROR ได้คุยกับทีมเภสัชกรของ บ.ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ เขาได้มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกซื้อว่าร่างกายแบบเราควรเลือกกินวิตามินตัวไหน เพื่อให้ได้ประโยชน์กับ Lady MIRROR อย่างเต็มที่ค่ะ

วิตามินบี 1 (Vitamin B1)

วิตามินบี 1 หรือ ไทอามีน (Thiamine) คือวิตามินที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรักษาโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ พวกอาการเหน็บชา มือชา เท้าชา นอกจากนี้ยังช่วยในระบบเผาผลาญอาหารของสาวๆ ด้วยนะคะ ทำให้เรารู้สึกอยากกินอาหารมากยิ่งขึ้น แถมเจ้าวิตามินบี 1 ยังจำเป็นต่อสมอง และกล้ามเนื้อหัวใจของเราอีกด้วย และถ้า Lady MIRROR คนไหนรู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้า เพลียง่าย แถมยังขี้หลงขี้ลืม จำอะไรไม่ค่อยได้ รู้สึกว่าช่วงนี้กดไปที่ผิวของตัวเองแล้วเนื้อมันบุ๋มลงไป ไม่เด้งคืนตัวเหมือนเดิม ก็สามารถกินได้เหมือนกันนะคะ ซึ่งปริมาณที่ร่างกายควรได้รับคือ วันละ 1.5 มิลลิกรัม ซึ่งสารอาหารนี้ยังมีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ ไข่แดง ตับ ก็สามารถช่วยเสริมวิตามินบี 1 ได้เช่นกัน

วิตามินบี 2 (Vitamin B2)

วิตามินบี 2 หรือ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน คือสิ่งที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นผม ผิวหนัง เล็บที่สวยงาม แถมช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีได้อีกด้วยนะ นอกจากนี้ยังช่วยผลิตเม็ดเลือดแดง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงอาการปวดหัวไมเกรนบ่อย อาการอ่อนเพลียค่ะ และปริมาณควรได้รับวันละ 1.1 มิลลิกรัม และถ้าเป็นสตรีมีครรภ์ควรได้รับวันละ 1.4 มิลลิกรัมนะคะ ลองเริ่มจากอาหารที่ทานง่ายๆ อย่าง โยเกิร์ต ชีส ไข่ นม ปลา ตับ ก่อนได้เลยค่ะ

วิตามินบี 3 (Vitamin B3)

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin) เป็นวิตามินที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดเรา นอกจากนี้ยังช่วยในการไหลเวียนของระบบเลือดภายในร่างกายของเราด้วยนะคะ ที่สำคัญยังเป็นวิตามินที่ช่วยเรื่องของระบบย่อยอาหารเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีอาการท้องเสียบ่อยๆ ไม่ว่ากินอะไรก็ท้องเสียอยู่ตลอด หรือรู้สึกว่าเบื่ออาหารกินอะไรก็เหมือนอาหารไม่ค่อยย่อย คลื่นไส้อาเจียนอยู่บ่อยครั้ง หรือถ้าเวลาโดนแดดแล้วผิวเป็นผื่นดำขึ้นมา แบบนี้ต้องรีบกินวิตามินบี 3 แล้วนะคะ ซึ่งปริมาณที่ควรกินในแต่ละวันคือ 19 มิลลิกรัม และยังสามารถกินอาหารอย่างเนื้อไม่ติดมัน หรือเนื้อสัตว์ขาว เช่น ปลา ไก่ ก็ได้นะคะ แต่ถ้าใครชอบกินผลไม้ แนะนำอะโวคาโด ลูกพรุน และอินทผลัม จะดีต่อร่างกายเราอย่างมากค่ะ

วิตามินบี 5 (Vitamin B5)

วิตามินบี 5 (Vitamin B5) หรือกรดแพนโทเทนิก (Pantothenic acid) ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย แถมยังช่วยเปลี่ยนไขมันและน้ำตาลในอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงานอีกด้วย ซึ่งเจ้าวิตามินบี 5 ทั้งร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์มันขึ้นได้ด้วยตัวเองอีกด้วย สำหรับใครคนที่รู้สึกเบื่ออาหาร นอนไม่ค่อยหลับ อ่อนเพลีย หรือแม้กระทั่งคนที่รู้สึกว่ามีอาการซึมเศร้าค่ะ ก็ควรหาวิตามินบี 5 มากินนะคะ ซึ่งปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวันคือ 4-7 มิลลิกรัมค่ะ ซึ่งใครไม่อยากกินวิตามินก็สามารถกิน ไข่แดง ถั่วต่างๆ จมูกข้าวสาลี น้ำตาลไม่ขัดสี ตับ ไต หัวใจ ทดแทนการกินอาหารเสริมได้นะคะ

วิตามินบี 6 (Vitamin B6)

วิตามินบี 6 ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างเนื้อเยื่อและการเจริญเติบโต และยังช่วยเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต ให้กลายเป็นพลังงาน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง (ฮีโมโกลบิน) บำรุงผิวหนังให้ดูอ่อนนุ่มอีกด้วยนะคะ โดยเฉพาะคนที่ปวดมดลูกก่อนมีประจำเดือน หงุดหงิดตลอดเวลา และรู้สึกช่วงนั้นจะตัวบวมเป็นพิเศษ วิตามินบี 6 สามารถช่วยได้ ซึ่งปริมาณที่ควรได้รับคือวันละ 2 มิลลิกรัม และเลือกกินอาหารอย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า อะโวคาโด ก็ช่วยทดแทนได้เช่นกัน

วิตามินบี 7 (Vitamin B7)

วิตามินบี 7 หรือไบโอติน (Biotin) ตัวการที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ซึ่ง Lady MIRROR หลายคนอาจคุ้นชื่อไบโอตินกันอยู่แล้ว แต่นอกจากจะช่วยบำรุงผมแล้ว แถมยังมีส่วนช่วยในการผลิตกรดไขมันเพื่อป้องกัน เส้นผมปราะบางขาดหลุดร่วงง่าย และผมหงอกก่อนวัยด้วยนะคะ และยังช่วยผลิตฮอร์โมนเพศในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นกันอีกด้วย มันยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยนะคะ หรือใครที่มีผิวแห้งแตก ก็สามารถกินวิตามินบี 7 ได้เหมือนกันนะคะ เพราะอย่างที่บอกไปมันจะช่วยผลิตกรดไขมันขึ้นมา เพื่อดูแลสุขภาพผมและผิวหนังของเรานั่นเอง ซึ่งปริมาณที่ควรได้รับคือวันละ 30-100 ไมโครกรัม แหล่งอาหารที่มีวิตามินบี 7 สูงคือ เต้าหู้แข็ง ตับ นม ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และผลไม้อย่างอะโวคาโด และกล้วยค่ะ

วิตามินบี 12 (Vitamin B12)

วิตามินบี 12 หรือ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) มีส่วนช่วยในเรื่องระบบการทำงานของประสาทและสมอง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยสร้างกรดอะมิโนเมทไธโอนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็น ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ ซึ่งกรดอันนี้มันสามารถช่วยย่อยสลายไขมันให้สาวๆ ได้นะคะ ถ้า Lady MIRROR คนไหนที่รู้สึกเครียด ไม่มีสมาธิจะทำอะไร รู้สึกว่าตึงบริเวณกล้ามเนื้อ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ และนอนเท่าไรก็ไม่พอ ซึ่งปริมาณที่ควรได้รับคือวันละ 1-2 ไมโครกรัม สำหรับวิตามินบี 12 จะอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื้อปลา และอาหารทะเล แต่แหล่งที่มีวิตามินบี 12 เยอะ คือ สัตว์จำพวกหอยไม่ว่าจะเป็น หอยตลับ หอยนางรม หรือหอยแมลงภู่ค่ะ.

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1931180
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1931180

เคล็ดลับทำทรีทเม้นท์ที่บ้าน ปรนนิบัติผิวให้งามราวกับทำที่คลินิก

การทำทรีทเม้นท์ที่บ้าน คืออีกหนึ่งตัวเลือกดีๆ ที่เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อยากผ่อนคลายผิว แต่ไม่อยากออกไปนอกบ้าน จะด้วยเหตุผลเพราะไม่สะดวก หรือเพราะเป็นกังวลกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก ซึ่งวันนี้เราได้นำเคล็ดลับเกี่ยวกับการทำทรีทเม้นท์ที่บ้านมาฝาก ต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันนะคะ


เคล็ดลับที่ 1 การทำความสะอาดและการขัดผิวหน้า

มาเริ่มกันที่เคล็ดลับที่ 1 ซึ่งจะเกี่ยวกับการทำความสะอาดและการขัดผิวหน้า ในส่วนนี้จะมีขั้นตอนการทำความสะอาดและการขัดผิวหน้าทั้งหมด 5 ขั้นตอนดังนี้

1.รวบผม
ก่อนล้างหน้าควรรวบผมและเก็บเส้นผมออกจากใบหน้าให้หมด ป้องกันไม่ให้เส้นผมปรกหน้า เพื่อสะดวกต่อการล้างหน้า

2.ล้างหน้าด้วยสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน
ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น และเลือกใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าสูตรอ่อนโยน การล้างหน้าในขั้นตอนนี้ควรล้างเครื่องสำอางออกให้หมด

3.ขัดผิวหน้า
การขัดผิวจะเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายให้หลุดออกไป ช่วยลดความหมองคล้ำบนใบหน้า และปรับผิวหน้าให้มีความกระจ่างใส

4.ล้างหน้าพร้อมทั้งซับหน้าให้แห้ง
หลังจากขัดผิวเรียบร้อยแล้ว ให้ล้างหน้าอีกครั้ง ด้วยการใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นแล้วเช็ดหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งตกค้างจากการสครับผิวหน้า พร้อมทั้งซับหน้าให้แห้ง

5.นวดหน้าแล้วตามด้วยการลงสกินแคร์
ขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาดและขัดผิวหน้าก็คือการนวดหน้า ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี แนะนำให้นวดหน้าก่อนลงสกินแคร์ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น


เคล็ดลับที่ 2 การทำความสะอาดรูขุมขน

ในส่วนของเคล็ดลับที่ 2 จะเกี่ยวกับการทำความสะอาดรูขุมขนบนผิวหน้า ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนดังนี้

1.เปิดรูขุมขนด้วยการอบไอน้ำ
การอบไอน้ำเพื่อเปิดรูขุมขนสามารถทำได้ด้วยการเทน้ำต้มเดือดใส่ชาม จากนั้นให้ก้มหน้าเหนือชาม ซึ่งควรใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะเพื่อเป็นการดักไอน้ำเข้าสู่ผิว ใช้เวลาอบประมาณ 5 นาที

2.มาสก์หน้า
ในส่วนของการมาสก์หน้า สามารถมาสก์ได้ตามความชอบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้แผ่นมาสก์หน้าหรือจะมาสก์ด้วยโคลนหรือครีมต่างๆ ก็ตาม ใช้เวลาในการมาสก์หน้าประมาณ 15 นาที

3.มาสก์ผิวรอบดวงตา
ในระหว่างที่รอมาสก์หน้า 15 นาที ให้มาสก์ผิวบริเวณรอบดวงตา แนะนำให้ใช้แตงกวาหรือมะเขือเทศแช่เย็นฝานบางๆ หรือจะเลือกใช้เป็นถุงชาแช่เย็นก็ได้เช่นกัน วิธีเหล่านี้ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสกับผิวรอบดวงตาได้ดี

4.ล้างหน้าและซับหน้าให้แห้ง
ปิดท้ายการทำทรีทเม้นท์ที่บ้านด้วยการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อล้างสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนผิวหน้าออกให้หมด ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันในภายหลังได้ ต่อด้วยการใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำเย็น แล้วนำมาวางบนหน้า ตามด้วยการกดผ้าเบาๆ เพื่อให้สัมผัสกับผิวได้เต็มที่ แล้วจบด้วยการซับหน้าให้แห้ง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่ได้รู้ถึงขั้นตอนในการทำทรีทเม้นท์ที่บ้านที่เราได้เอามาฝากกันในวันนี้ จะเห็นได้ว่าแต่ละขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใดเลย ยังไงก็อย่าลืมเอาไปทำตามกันดูนะคะ รับรองว่าผิวหน้าได้รับการบำรุงไม่ต่างจากการทำทรีทเม้นท์ที่คลินิกอย่างแน่นอน

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/167641/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/167641/

5 สูตรผมสวยเปล่งประกายเงางามด้วยมะนาว

ปัจจุบันนี้สาวๆ ใส่ใจดูแลร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้มีผลิตภัณฑ์สำหรับความงามออกใหม่มาให้เลือกสรรค์หลายต่อหลายยี่ห้อ ไม่เว้นแม้แต่ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม แต่นอกเหนือจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดแล้ว รู้หรือไม่ว่าสมุนไพรใกล้ตัวอย่าง “มะนาว” ของไทยเราเองก็มีดีไม่แพ้กัน โดยสรรพคุณของมะนาวมีดีต่อเส้นผมอย่างไร วันนี้เรามีมาฝากกันแล้วค่ะ

1.ทำไฮไลท์ให้เส้นผม
หากคุณมีพื้นสีผมที่อ่อนหรือผมเคยผ่านการฟอกสีมาก่อน คุณสามารถใช้มะนาวในการกัดสีผมได้ โดยวิธีการทำง่าย ๆ แค่บีบน้ำมะนาวในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นนำสำลีจุ่มลงไปในน้ำมะนาว แล้ววางบริเวณที่ต้องการกัดสีผมให้อ่อนลง ค่อย ๆ ลูบไล้สำลีให้ทั่วเส้นผมซ้ำไปซ้ำมา เมื่อทำสัก 4 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้จะชัดเจนจนคุณต้องทึ่ง


2.เร่งผมยาว
ปัญหาส่วนใหญ่ของผู้หญิงคือผมยาวช้า หากใครต้องการให้ผมยาวเร็วกว่าเดิม แนะนำให้ผสมน้ำมะนาวกับน้ำมันละหุ่งในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน จากนั้นนำมาหมักให้ทั่วทั้งศีรษะทิ้งไว้ราว 30 นาที เมื่อทำเป็นประจำผมของคุณจะยาวเร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเซรั่มยี่ห้อใดอีกต่อไป

3.ขจัดสารเคมีตกค้างบนเส้นผม
อีกหนึ่งประโยชน์ของมะนาวสดคือการนำมาขจัดสารเคมีตกค้างบนเส้นผม วิธีง่ายๆ แค่เพียงนำมะนาวผ่าครึ่งจิ้มเกลือแล้วนำมาลูบเส้นผม จากนั้นถูที่บริเวณหนังศีรษะ วิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดสารตกค้างบริเวณหนังศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เส้นผมนุ่มสลวย และทิ้งตัวลงอย่างมีน้ำหนักเงางาม


4.ขจัดรังแค
รังแคคือตัวปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนหมดความมั่นใจมาแล้ว แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณเลือกใช้มะนาว เพียงนำมะนาวมาผ่าซีกถูบริเวณหนังศีรษะ ซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่ต้องผสมวัตถุดิบอื่น ๆ ให้รำคาญใจ เมื่อถูเสร็จแล้วให้สระผมตามปกติ ผลลัพธ์ที่ได้คือรากผมของคุณจะแข็งแรงขึ้น หนังศีรษะไม่มันและไม่คัน รังแคหายเป็นปลิดทิ้ง

5.เพิ่มความเปล่งประกายให้เส้นผม
สำหรับใครที่อยากให้เส้นผมเป็นประกาย แค่คุณนำน้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำมันมะกอกอีก 2 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปชโลมให้ทั่วทั้งศีรษะ จากนั้นนวดคลึงไปที่บริเวณหนังศีรษะอย่างเบามือ หมักไว้ราว 1 ชั่วโมง จะทำให้ผมเงางามเป็นประกาย


มะนาวไม่ได้มีดีแค่เป็นเครื่องปรุงรสให้อาหารของคุณอร่อยเท่านั้น หากแต่ยังมากไปด้วยคุณประโยชน์มากมายที่ทำให้ผมสวยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ลองใช้ดูแล้วคุณจะทึ่งในผลลัพธ์ที่ได้อย่างแน่นอน

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/167663/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/167663/