สีเดียวพักก่อน! ทาเล็บตอนนี้ต้องสลับสี ถึงจะปัง

จะทาเล็บทั้งที ยังธรรมดาไม่ได้นะคะซิส! ใครกำลังอยากทำเล็บสวยๆ แต่ไม่เน้นที่ลวดลาย บอกเลยอย่าทาสีเดียวนะ! มันธรรมดาไปซะแล้ว ถ้าอยากทำเล็บแล้วดูโดดเด่นขึ้น ลองเลือกทาสลับสีไปเลยดีกว่าค่ะ จะคุมโทน หรือคัลเลอร์บล็อค แบบสีสันจัดเต็มก็ได้ จะได้ไม่น่าเบื่อด้วยเนอะ


วันนี้เราก็เลยมีไอเดียทาเล็บสลับสีแบบสวยๆ มาฝากกันเพียบเลยจ้า ถ้าอยากได้โทนที่สุภาพด้วย ลองเน้นเป็นโทนน้ำตาล เบจ ครีม คุมโทนเข้าไว้ ส่วนใครชอบแบบฉูดฉาดก็เลือกสีสันสดใสซัมเมอร์ไปเลย ทาเล็บโลกก็ต้องจำชั้นได้!

 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/166603/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/166603/

วิธีจัดการ “สิวอุดตัน” ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก

10 ส.ค. 2563 10:32 น.

อีกหนึ่งของปัญหาสิวที่สาวๆ ทุกคนเจอเชื่อว่าจะต้องหนีไม่พ้นกับปัญหาเจ้าสิวอุดตันอย่างแน่นอน ซึ่งเอาจริงๆ แล้วสิวอุดตันเป็นปัญหาสิวเล็กๆ ที่ใหญ่สำหรับหลายๆ คน เพราะไม่ว่าจะรักษา หรือกดออกกี่ครั้ง ก็กลับมากวนใจอยู่เรื่อยๆ เอาเป็นว่า Lady Mirror ขอแนะว่าถ้าจัดการปัญหาสิวอุดตัน ก็แก้จากที่จุดเริ่มต้นกันไปเลยดีกว่า จะได้ถึงเวลาทวงคืนพื้นที่ผิวใส โชว์ผิวได้แบบ No Make Up กับเขาบ้าง

ทำความรู้จัก “สิวอุดตัน” กันก่อน

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้วสิวอุดตันมีอยู่ 2 ประเภท ลองเช็กกันสักนิดนะคะว่าสิวอุดตันที่อยู่บนใบหน้าสวยๆ ของคุณนั้นเป็นแบบไหน

สิวอุดตันหัวปิด (Close Comedone) สิวอุดตันหัวปิดนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการอุดตันสะสมภายในท่อปิดของต่อมไขมัน และรูขุมขน จนทำให้รูขุมขนอุดตัน ลักษณะของสิวนี้จะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ สีขาว แต่ถ้าเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อจะกลายเป็นสิวอักเสบได้ในที่สุด

สิวอุดตันหัวเปิด (Open Comedone) สิวหัวดำ หรือ สิวอุดตันหัวเปิด สิวแบบนี้เกิดได้กับทุกกลุ่มอายุ ไม่ว่าจะชาย หรือหญิง แต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่นมาก จะอยู่บริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะๆ อย่างบริเวณหน้า ลำคอ และหลัง ซึ่งเจ้าสิวอุดตันชนิดนี้เกิดจากการอุดตันของไขมันเซลล์ต่างๆ และเส้นขน พอเมื่อสิ่งสกปรกที่เข้าไปอุดตัน และสัมผัสกับอากาศจะทำให้เปลี่ยนสีเป็นสีดำได้จนกลายเป็นสิวอุดตันหัวดำนั่นเองค่ะ

ตัวการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน

1. การผลัดเซลล์ผิดปกติ จึงทำให้เกิดการสะสมของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วบนผิว และทำให้เกิดการอุดตัน
2. ต่อมไขมันสร้างไขมันออกมามาก จนเกิดการอุดตันในท่อระบายไขมันที่เปิดสู่ผิวหนัง
3. การแพ้เครื่องสำอางบางชนิด การใช้สารที่มีสเตียรอยด์
4. สภาวะความเครียด และฮอร์โมนต่างๆ
5. การรักษาความสะอาดที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้สิ่งสกปรก และไขมันต่างๆ เข้าไปอุดตันรูขุมขน

เทคนิคดูแลรักษาสิวอุดตันให้หายเป็นปลิดทิ้ง

หลังจากที่เรารู้สาเหตุของการเกิดสิวอุดตันกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูเทคนิคการดูแลรักษาแบบถูกวิธีกันดีกว่าค่ะ ซึ่งสำหรับการรักษาสิวอุดตันต้องเริ่มดูแลด้วยสามขั้นตอนเหล่านี้เลย

Step 1 : การล้างหน้าให้ถูกวิธี

ความสะอาดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาสิวแบบไหนก็ตาม ควรล้างหน้าให้สะอาดที่สุดทุกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่การใช้คลีนซิ่ง และตามด้วยโฟมล้างหน้าทุกครั้ง ต่อให้วันนั้นจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าก็ตาม

MIRROR picks :

La Roche – Posay Effaclar Micellar Water Ultra for Oily Skin ขนาด 400 ml. ราคา 1,000 บาท คลีนซิ่งนำ้แร่ที่ดีงามด้วยส่วนผสมจากน้ำแร่ลาโรซที่ช่วยปลอบประโลมผิว บวกกับส่วนผสมของ Zinc ที่ช่วยลดการอุดตันในรูขุมขน และช่วยควบคุมความมัน ทำให้เช็ดผิวได้สะอาดกริบ แล้วยังช่วยลดการเกิดสิวไปในตัวด้วย

– Kiehl’s Blue Herbal Cleanser Treatment ขนาด 150 ml. ราคา 890 บาท โฟมล้างหน้าที่เกิดมาเพื่อสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวต่างๆ โดยเฉพาะเลยล่ะ ด้วยส่วนผสมจากสมุนไพรธรรมชาติแบบเเน่นๆ จึงช่วยป้องกันสิวอักเสบ สิวหัวดำ และสิวหัวขาวได้ดีงาม แถมฟีลลิ่งหลังล้างหน้าก็เย็นสดชื่นมากๆ เลย

Step 2 : เลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว
อย่างที่รู้กันว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิวสิวอุดตัน มาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือการบำรุงผิวที่ไม่เหมาะกับผิวด้วย ควรเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมัน, นำ้หอม, พาราเบน และควรเลือกที่มีส่วนผสมที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวหนังด้วยอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ AHA, Salicylic Acid ซึ่งจะทำให้การผลัดเซลล์เป็นปกติ ช่วยในการป้องกันการเกิดสิวอุดตัน

MIRROR picks :

– Curel Intensive Moisture Cream ราคา 1,000 บาท มอยส์เจอร์ตัวนี้นอกจากจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวแล้ว ยังช่วยบิ้วต์ผิวให้แข็งแรง มีสารสกัดจากยูคาลิปตัส ช่วยให้ผิวรู้สึกชุ่มชื้นจากภายใน ลดการระคายเคืองจากผิวแห้งเป็นขุย ปราศจากน้ำหอม สี และแอลกอฮอล์ สูตร pH-balanced และ Hypoallergenic ผ่านการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเรียบร้อยแล้วด้วย ใช้ได้สบายๆ หายห่วงค่ะ

– The Ordinary Salicylic Acid 2% Solution ตัวนี้ก็เป็น waterbase เซรั่มที่อ่อนโยน และซึมลงผิวได้ไว ช่วยในเรื่องสิวอุดตัน หรือปัญหาสิวทั้งหลาย แถมยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนด้วยนะ ใช้ได้กับทุกสภาพผิวเหมาะกับคนผิวมันช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้เผยผิวใหม่ได้อย่างอ่อนโยน กระชับรูขุมขน ต้านอาการอักเสบ และยังลดความหย่อนคล้อยของผิวให้เรียบเนียนกระชับยิ่งขึ้น แต่ใช้ตัวนี้แล้วอย่าลืมตามด้วยครีมกันแดดทุกครั้ง เพราะตัว Salicylic จะทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น

– Philosophy Take A Deep Breath Oil-Free Oxygenating Gel Cream ขนาด
60 ml. ราคา 1,550 บาท เจลตัวนี้นอกจากจะอัปความสดชื่นให้ผิวด้วยสูตร oil-free แล้วยังเติมออกซิเจนให้ผิว พร้อมช่วยในเรื่องของการป้องกันการถูกสิวอุดตันต่างๆ มากวนบนใบหน้า ด้วยการผสมผสานของสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต่อต้านมลพิษที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย พอทาปุ๊บผิวจะรู้สึกสดชื่น และเฮลท์ตี้ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ใช้

Step 3 : ใช้ยาเเต้มหัวสิวแบบตรงจุด
ปัญหาสิวแก้ที่ตรงจุดที่สุดก็คือต้องใช้ยาแต้มสิว ถึงแม้จะเป็นสิวอุดตันก็ตาม แต่อย่างที่เคยบอกไปว่าการเลือกใช้ยาแต้มสิวนั้น ควรต้องเลือกแบบที่ไม่ทำร้ายผิวรอบๆ ด้วย

MIRROR picks :
– Oxe’Cure Acne Clear Potion ขนาด 15 ml. ราคา 189 บาท โพชั่นเนื้อสีชมพูแต้มสิวสูตรใหม่จากประเทศญี่ปุ่นตัวนี้เป็นอะไรที่เราใช้แล้วเลิฟมาก เคลียร์ได้หมดในทุกปัญหาสิวเลยจริงๆ จะสิวอักเสบเอย สิวอุดตันเอย ก็เคลียร์ได้หมด เข้มข้นด้วย Salicylic Acid 2% ,Zinc PCA, Niacinamide (VitaminB 3 ), Aloe Vera Extract แต้มไว้ก่อนนอน ตื่นมาสิวที่กำลังจะปูดขึ้นมาก็ยุบไปเลย
– La Roche – Posay Effaclar A.I ขนาด 15 ml. ราคา 890 บาท เจลแต้มสิวตัวนี้เริดมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบของสิว และสิวอุดตันที่เกิดจากความมันแล้ว ยังช่วยลดรอยสิวไปด้วยเลยในตัว พร้อมลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียบนผิวเราด้วย

นอกจากนี้แล้ว การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ไม่แกะ หรือบีบสิวเอง เพื่อป้องกันรอยแผลเป็นที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงทำตามขั้นตอนที่เราบอก หน้าใสๆ แบบไม่มีสิวอุดตันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/solution/1904075
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/solution/1904075

เผยผิวแผ่นหลังเนียนใสไร้สิว! ด้วย 5 วิธีปราบสิวหลังอย่างอยู่หมัด

หลากหลายสาเหตุที่ทำให้มีสิวบนหลัง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขน การระคายเคืองจากการสวมใส่เสื้อผ้า การกินอาหารประเภทของทอดและผิวมีความมันบ่อยๆ การที่ร่างกายสัมผัสสิ่งสกปรก และแม้แต่จากกรรมพันธุ์ก็ตาม ทุกสาเหตุที่กล่าวมานั้นก็ล้วนมีส่วนทำให้เกิดสิวบนหลัง และทำให้ความมั่นใจของสาวๆ ลดลงไปเยอะมาก วันนี้เราจึงนำวิธีการรักษาสิวบนหลังที่ใช้ได้ผลมาฝากทุกคนกันค่ะ

1.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมนวดผม หรือสบู่ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทออร์แกนิคหรือผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางจะช่วยรักษาสิวบนหลังได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขนนั่นเอง


2.เช็ดผิวหลังด้วยโทนเนอร์หลังอาบน้ำเสร็จ
ทุกครั้งหลังจากอาบน้ำเสร็จ ให้นำเอาสำลีชุบโทนเนอร์แล้วนำมาเช็ดบนผิวหลังที่มีสิว วิธีนี้ช่วยปราบสิวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโทนเนอร์จะมีส่วนผสมของ Salicylic Acid ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยควบคุมไขมันหรือซีบัมให้มีความสมดุลกัน อีกทั้งยังมี Glycolic Acid ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกันนี้ยังช่วยในเรื่องของการป้องกันและช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้อีกด้วย

3.อาบน้ำทุกครั้งหลังออกกำลังกายหรือสูญเสียเหงื่อ
ทุกๆ ครั้งที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายมีเหงื่อออก ควรรีบอาบน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อทำการชำระล้างสิ่งสกปรกที่ออกมากับเหงื่อ หากสาวๆ ไม่ยอมอาบน้ำให้เร็วที่สุด เหงื่อที่ชุ่มอยู่ที่สปอร์ตบรา อาจทำให้สิวเห่อขึ้นบนหลังได้

4.หมั่นรักษาความสะอาดของเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว
การลดโอกาสในการเกิดสิวบนหลังง่ายๆ อีกอย่างก็คือ การหมั่นรักษาความสะอาดของเสื้อผ้าที่ใช้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความสะอาดของสิ่งของรอบกายที่ผิวมักจะสัมผัสอยู่บ่อยๆ เช่น ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม หรือปลอกหมอน เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ผิวหนังสัมผัสทุกวัน


5.ใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน
หากยังคงเลือกกินอาหารตามแต่ใจตัวเอง ก็อาจจะไม่สามารถรักษาสิวบนหลังให้หายได้ ดังนั้นจึงควรใส่ใจในเรื่องอาหารการกินให้มากๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทของทอด ควรลดปริมาณลง แล้วหันมาเพิ่มปริมาณในการทานผักผลไม้และธัญพืชให้มากขึ้น ที่สำคัญควรฝึกวินัยในการดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะกับความต้องการของร่างกาย เพราะน้ำจะช่วยในเรื่องของการดีท็อกซ์ลำไส้ได้ดี

การปราบสิวบนหลังไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ถึงแม้บางคนอาจมองว่ารักษาหายยากก็ตาม เพราะบางทีอาจจะลืมคำนึงในเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน อย่าลืมว่าอะไรที่เข้าสู่ร่างกาย ย่อมส่งผลต่อร่างกายได้เสมอ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/166587/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/166587/

“พยาธิ” ภัยเงียบที่ผู้หญิงพึงระวัง

9 ส.ค. 2563 14:14 น.

“โรคพยาธิในช่องคลอด” โรคร้ายสำหรับผู้หญิงที่เกิดจาก “พยาธิ” MIRROR เชื่อว่า เมื่อหลายคนได้ยินคำนี้ อาจรู้สึกว่ามันน่ากลัวเสียเหลือเกิน แต่ Lady MIRROR รู้หรือไม่ โรคนี้ถือเป็นภัยเงียบที่ผู้หญิงทุกคนพึงไม่ระวัง ไม่ใช่แต่มานั่งกลัวว่า ชื่อโรคร้ายขนาดนี้ เราไม่มีทางเป็นเด็ดขาด นั่นคือความคิดที่ผิดๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MIRROR จึงพยายามหาข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับ “สุขภาพ” ของผู้หญิงมาฝากอยู่เสมอ เพราะนั่นจะทำให้สาวๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น และยังช่วยให้สาวๆ ได้รู้จักและป้องกันตัวเอง ไม่ว่าเรื่องนั้นหรือโรคนั้นจะเป็นเรื่องเล็กหรือโรคร้ายก็ตามที เราจะเคียงข้างสาวๆ ที่รักสุขภาพเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน กับ “โรคพยาธิในช่องคลอด” ที่จะบอกว่ามันไม่ไกลตัวเลยจ้า ซึ่ง ผศ.พญ.อรวิน วัลลิภากร สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างสนใจ ไปดูพร้อมๆ กันค่ะ

รู้ลึก “โรคพยาธิในช่องคลอด” ภัยเงียบที่ผู้หญิงพึงระวัง

“โรคพยาธิในช่องคลอด” คือ?

สาวๆ รู้หรือไม่คะว่า “โรคพยาธิในช่องคลอด” หรือ Trichomoniasis คือโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Trichomonas vaginalis พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย แต่จะพบได้ใน “เพศหญิง” มากกว่า ซึ่งตัวพยาธินั้นมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องดูผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือ หากเป็นแล้วจะพบผู้ป่วยที่แสดงอาการเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทำให้หลายคนไม่รู้ตัว และแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอนได้

อาการของ “โรคพยาธิในช่องคลอด”

หากสาวๆ เกิดเป็น “โรคพยาธิในช่องคลอด” ขึ้นมา จะพบอาการคือ มีตกขาวมากผิดปกติ ตกขาวเป็นฟอง และอาจส่งกลิ่นเหม็นคาวปลา และมีเลือดไหลออกจากช่องคลอด นอกจากนี้จะมีอาการบวม แดง คัน หรือรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ ปวดปัสสาวะบ่อย และเจ็บปวดขณะปัสสาวะ หรือขณะมีเพศสัมพันธ์ ทั้งนี้หาสาวๆ เป็นแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่รีบรักษา จะลุกลามไปถึงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้อักเสบได้ เนื่องจากท่อปัสสาวะและช่องคลอดอยู่ใกล้กัน จึงสามารถติดเชื้อได้ง่าย ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง “โรคมะเร็งปากมดลูก” และส่งผลให้มีบุตรยากในอนาคต

“เชื้อราในช่องคลอด” VS “พยาธิในช่องคลอด” ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างของ “เชื้อราในช่องคลอด” และ “พยาธิในช่องคลอด” สามารถแยกได้จากลักษณะอาการที่เด่นๆ เช่น เชื้อราในช่องคลอดมักจะก่อให้เกิดอาการคันมากกว่า และตกขาวจะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก แต่พยาธิในช่องคลอดจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและมีอาการแสบบริเวณอวัยวะเพศเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์

ป้องกัน “พยาธิในช่องคลอด”

“โรคพยาธิในช่องคลอด” สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย นอกจากนี้หากพบว่ามีอาการตกขาวผิดปกติ ให้สาวๆ รีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ

รักษา “พยาธิในช่องคลอด” ด้วยการกินยา

“โรคพยาธิในช่องคลอด” เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการรับประทานยาตามแพทย์สั่งต่อเนื่อง 7-10 วัน แต่ถึงแม้จะรักษาจนหายขาดแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ติดเชื้อ ดังนั้นในทางการแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพยาธิในช่องคลอดและคู่นอน มารับการตรวจและรักษาไปพร้อมๆ กัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำใหม่นั่นเองค่ะ

เห็นมั้ยคะสาวๆ ว่า “โรคพยาธิในช่องคลอด” คือโรคร้ายและภัยเงียบด้าน “สุขภาพ” ของผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเราจริงๆ MIRROR อยากให้ทุกคนเปิดใจ เรียนรู้และศึกษาข้อมูลดีๆ ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แต่จะสวยที่รูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนะคะ ความสวยจากภายใน สาวๆ ก็ต้องดูแลเช่นกัน เพราะสุขภาพหาซื้อไม่ได้ มันต้องเริ่มที่การดูแลตัวเองจริงๆ แล้วสัปดาห์หน้าพบกันใหม่นะคะ ว่าเราจะมีข้อมูลดีๆ อะไรมาฝากติดตามได้ที่นี่ “สุขภาพ”

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1905559
ขอขอบคุณ : https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1905559

6 เคล็ดลับปรนนิบัติผิวแบบง่ายๆ เผยผิวสวยทันใจได้ทุกๆ วัน

การมีผิวหน้าที่ขาวกระจ่างใส พร้อมทั้งผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดี ถือเป็นหนึ่งในความฝันของสาวๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในสภาพแวดล้อมที่มีทั้งฝุ่นและควัน ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวของเราถูกทำลาย วันนี้เราจึงนำ 6 เคล็ดลับแสนง่ายและให้ผลไวในการมีผิวหน้าที่กระจ่างใสมาฝากสาวๆ กันค่ะ แต่ละวิธีจะมีอะไรกันบ้างนั้นไปติดตามพร้อมๆ กันเลย

วิธีที่ 1 ใส่ใจการทำความสะอาดใบหน้า
แน่นอนว่าอยากมีผิวที่กระจ่างใส ต้องเริ่มจากการทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก เพราะผิวหน้าที่สะอาดถือเป็นพื้นฐานของการมีผิวสวย สำหรับการทำความสะอาดผิวหน้านั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว และหมั่นแต่งหน้าด้วยการลงเมคอัพแต่เพียงเบาๆ ทั้งนี้เพื่อลดการเกิดสิวอุดตันนั่นเอง


วิธีที่ 2 ไม่ลืมทาครีมกันแดด
แสงแดดคือหนึ่งในตัวการอันตรายที่ทำลายผิวและมันสามารถทำลายได้ถึงผิวหนังแท้เลยทีเดียว ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกนอกบ้านก็ตาม ถึงแม้วันไหนสาวๆ รู้สึกขี้เกียจทาครีมบำรุง อย่างน้อยๆ ก็ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีกันนะคะ

วิธีที่ 3 ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ
การมีผิวสวยและกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ซึ่งในหนึ่งวันควรดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพราะการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้น ช่วยให้ผิวแลดูอิ่มน้ำ ลดความหมองคล้ำของผิว พร้อมทั้งเผยความขาวกระจ่างใสบนผิวอีกด้วย


วิธีที่ 4 ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน
การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน นอกจากจะช่วยในเรื่องของอารมณ์ ทำให้อารมณ์ดีและแจ่มใสแล้วนั้น ยังช่วยปรับผิวให้มีความกระจ่างใสอีกด้วย เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยในการขับสารพิษในร่างกายผ่านทางเหงื่อนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ จึงมีผิวสวยอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีที่ 5 นอนแต่หัวค่ำและหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การเข้านอนแต่หัวค่ำ ช่วยให้การนอนหลับของเราได้คุณภาพมากกว่าการนอนดึก อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนสึกหรอได้ และยังช่วยให้เกิดการกระตุ้นของเซลล์ผิวและกล้ามเนื้อต่างๆ ได้อีกด้วย


วิธีที่ 6 มาสก์หน้าเพื่อฟื้นฟูผิว
การใช้เวลาว่างในวันหยุดเพื่อมาสก์หน้าถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สาวๆ ไม่ควรพลาด เพราะถือเป็นการฟื้นฟูผิวหน้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากตลอดวันทำงาน ผิวหน้าแทบจะไม่ได้พักจากเครื่องสำอางเลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้สาวๆ หมั่นมาสก์หน้าด้วยสูตรธรรมชาติและมีความอ่อนโยนต่อผิวกันค่ะ รับรองว่าผิวหน้ามีความกระจ่างใสอย่างแน่นอน

เชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีวิธีในการทำให้ผิวหน้ามีความกระจ่างใสในแบบฉบับของตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็อยากให้เน้นในเรื่องของการทำความสะอาดผิวหน้า การพักผ่อน การดื่มน้ำ รวมทั้งการหมั่นทาครีมกันแดดในทุกวัน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อผิวของเราโดยตรง แต่เราก็มักจะละเลยในข้อเหล่านี้กันนั่นเองค่ะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/166565/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/166565/